
เลือก ETF จัดพอร์ตได้ 2 สไตล์
จากกลยุทธ์ที่ผมเคยแนะนำ เกี่ยวกับการจัดพอร์ตการลงทุนที่กระจายไปยังสินทรัพย์ให้มีความเหมาะสม และสร้างวินัยการลงทุนด้วยกลยุทธ์ Smart Beta ซึ่งเหมาะสำหรับการจัดพอร์ตแบบ Buy and Hold แต่โดยทั่วไปการจัดพอร์ตจะมี 2 ลักษณะ นอกจาก Buy and Hold หรือจัดพอร์ตลงทุนในระยะยาวแล้วยังมีการจัดพอร์ตลงทุนในลักษณะ Trading หรือ สร้าง ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ตามการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยตลาดในช่วงสั้นๆ ซึ่งเราสามารถเลือกเครื่องมือการลงทุนสำหรับการจัดพอร์ตทั้งสองลักษณะได้ ผ่านกองทุนรวมประเภท Exchange Trade Fund (ETF) ที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารพอร์ตการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ
จากกลยุทธ์ที่ผมเคยแนะนำ เกี่ยวกับการจัดพอร์ตการลงทุนที่กระจายไปยังสินทรัพย์ให้มีความเหมาะสม และสร้างวินัยการลงทุนด้วยกลยุทธ์ Smart Beta ซึ่งเหมาะสำหรับการจัดพอร์ตแบบ Buy and Hold แต่โดยทั่วไปการจัดพอร์ตจะมี 2 ลักษณะ นอกจาก Buy and Hold หรือจัดพอร์ตลงทุนในระยะยาวแล้วยังมีการจัดพอร์ตลงทุนในลักษณะ Trading หรือ สร้าง ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ตามการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยตลาดในช่วงสั้นๆ ซึ่งเราสามารถเลือกเครื่องมือการลงทุนสำหรับการจัดพอร์ตทั้งสองลักษณะได้ ผ่านกองทุนรวมประเภท Exchange Trade Fund (ETF) ที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารพอร์ตการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ
การลงทุนใน ETF ของตลาดในประเทศไทย ผมมองว่า ค่อนข้างจำกัดกว่าต่างประเทศ ส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดด้านสภาพคล่องของกองทุน ETF ที่ค่อนข้างน้อยในบ้านเรา รวมทั้งนักลงทุนไทยยังนิยมออมเงินในธนาคารพาณิชย์
แต่หากพิจารณาจากข้อมูลย้อนหลังก็ยังพบว่า มีพัฒนาการเติบโต โดยปัจจุบันตลาด หลักทรัพย์มีกองทุน ETF อยู่ 25 กองทุน จากเดิมที่ก่อตั้งในปี 2551 มีประมาณ 3 กองทุน มูลค่าเติบโตขึ้นประมาณ 7% ต่อปี
ขณะที่ตลาดต่างประเทศหากย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมา เติบโตเฉลี่ย 24.2% ต่อปี นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดของ ETF เป็นนักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะกองทุนรวม กองทุนบำเหน็จบำนาญและบริษัทประกันเป็นหลัก เนื่องจากข้อดีของ ETF ที่เข้าถึงสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) ได้ง่ายและสะดวก รวมทั้งให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับสินทรัพย์อ้างอิงที่ลงทุนได้ (กรณี Passive Fund)
ในความเห็นของผม ผมมองว่าการลงทุนในกองทุน ETF ยังน่าสนใจอีกค่อนข้างมาก เนื่องจากการลงทุนในกองทุน ETF สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการวางกลยุทธ์การลงทุนในลักษณะของการกระจายความเสี่ยงของนักลงทุนได้ เพราะการลงทุนใน ETF หนึ่งหน่วยสามารถให้ผลตอบแทนเสมือนกับการลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์ที่ต้องการ โดยใช้เงินลงทุนไม่มาก
ยกตัวอย่าง กองทุนเปิดไทยเด็กซ์ เซ็ท 50 อีทีเอฟ (TDEX) มีนโยบายลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนเลียนแบบดัชนี SET50 ซึ่งหากผู้ลงทุนลงทุนในหลักทรัพย์ TDEX เท่ากับลงทุนในหุ้น 50 ตัวที่ซื้อขายในดัชนี SET50 ดังนั้นการลงทุนในรูปแบบนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการวิเคราะห์หุ้นรายตัว โดยเฉพาะในตลาดที่มีหลักทรัพย์จำนวนมาก และต้องการสร้างผลตอบแทนตามดัชนีอ้างอิง เนื่องจาก ETF จะสร้างขึ้นมาเพื่อเลียนแบบดัชนีทางการเงิน การลงทุนใน ETF จึงเหมือนการลงทุนโดยสร้างผลตอบแทนตามดัชนีตลาดนั้นๆ
ในด้านการวัดประสิทธิภาพของ ETF ว่าสามารถสร้างผลตอบแทนตามตลาดได้ดีเพียงใดนั้น เราสามารถวัดได้จากค่าความเบี่ยงเบนระหว่างผลตอบแทนของกองทุนกับผลตอบแทนของดัชนีหรือที่เรียกว่า Tracking Error (TE Radio) ซึ่งถ้าค่า TE ต่ำแสดงว่าการปรับตัวของผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงค่อนข้างมาก ซึ่งจะเป็นค่าหนึ่งที่ช่วยให้เราสามารถเลือกกองทุน ETF ได้อย่างเหมาะสม
สำหรับพัฒนาการของตลาด ETF ในตลาดบ้านเรานั้นจะเติบโตขึ้นได้ต้องอาศัยความเข้าใจของนักลงทุนและการสนับสนุนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนใช้ ETF เป็นเครื่องมือในการจัดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ







