
ฟินเทคหนุนธุรกิจ
กระแสธุรกิจสตาร์ทอัพ (Start up) หรือธุรกิจเกิดใหม่ในกลุ่มดิจิทัลกำลังมาแรงในปัจจุบัน และเป็นแรงขับเคลื่อนให้คนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจกับการเริ่มธุรกิจด้วยตัวเองมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งที่มาคู่กับการเริ่มทำธุรกิจก็คือการหาจุดเด่นของสินค้าที่มาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวก
กระแสธุรกิจสตาร์ทอัพ (Start up) หรือธุรกิจเกิดใหม่ในกลุ่มดิจิทัลกำลังมาแรงในปัจจุบัน และเป็นแรงขับเคลื่อนให้คนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจกับการเริ่มธุรกิจด้วยตัวเองมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งที่มาคู่กับการเริ่มทำธุรกิจก็คือการหาจุดเด่นของสินค้าที่มาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวก
สิ่งหนึ่งที่สามารถสร้างการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพในโลกธุรกิจปัจจุบัน คือ การจัดการระบบการเงินที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดการซื้อง่ายขายคล่องภายในไม่กี่วินาที จึงเป็นที่มาของเทคโนโลยีฟินเทค หรือ Financial Technology (FinTech)
ต่อเรื่องนี้ กิตติชัย ราชมหา อาจารย์ประจำภาควิชาผู้ประกอบการและนวัตกรรม วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงการเข้ามาของฟินเทค เป็นการประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัลเข้าสู่การทำธุรกิจและธุรกรรมทางการเงินทำให้เกิดเป็นรูปแบบการร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการและสถาบันการเงินที่เอื้อประโยชน์กันในลักษณะวิน-วิน (Win-Win) ทั้งในด้านอำนวยความสะดวกให้แก่การทำธุรกรรมทางการเงิน การเพิ่มกิจกรรมทางการเงิน ช่วยให้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยีฟินเทคเริ่มเข้ามามีบทบาท เช่น ธุรกิจสต๊อกเรดาร์ (StockRadars) ให้คำปรึกษาเรื่องการเล่นหุ้นผ่านแอพพลิเคชั่น ธุรกิจโฟลว์แอกเคานต์ (FlowAccount) ที่ให้บริการระบบบัญชีออนไลน์ ตลอดจนธุรกิจช็อกโก้คาร์ด (ChocoCard) หรือธุรกิจบัตรสะสมแต้มจากร้านอาหารในเครือเพื่อเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคในการแลกรางวัลและส่วนลดในครั้งต่อๆ ไป ธุรกิจเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของเทคโนโลยีฟินเทคในวงการธุรกิจประเทศไทย
ฟินเทค ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ดีในฐานะหน้าต่างแห่งโอกาสในการเสริมศักยภาพให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพให้เกิดขึ้นและเติบโตได้แบบก้าวกระโดด ไม่เพียงเท่านั้น ฟินเทค ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มการบริหารจัดการ อาทิ ลดการฉ้อโกงหรือรั่วไหลทางการเงิน ช่วยการจัดการด้านการออมเงินส่งเสริมการวางแผนทางการเงิน ฯลฯ โดยนอกจากธุรกิจสตาร์ทอัพแล้วฟินเทคยังสามารถประยุกต์ใช้กับธุรกิจทั่วไปและใช้ได้กับธุรกิจสินค้าหรือบริการได้ทุกประเภท โดยตัวอย่างธุรกิจทั่วไปที่เหมาะสมกับการใช้ฟินเทค ได้แก่ กลุ่มร้านอาหาร การท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์
เบื้องต้น เทคโนโลยีฟินเทคแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ 1.กลุ่มนักธุรกิจและผู้ประกอบการ 2.กลุ่มผู้บริโภค ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด และ 3.กลุ่มสถาบันทางการเงิน และนักลงทุนสถาบัน ที่ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีฟินเทคผ่านทางการเติบโตของกลุ่มผู้ประกอบการ
จากข้อมูล 3 ปีย้อนหลัง มูลค่ามวลรวมของธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีเทคโนโลยีฟินเทคเกี่ยวข้องได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากปี 2556 มีมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท เป็น 1.2 หมื่นล้านบาทในปี 2557 หรือเติบโตเพิ่มขึ้นปีละ 4 เท่าตัว และมีอัตราการทะยานสูงขึ้นอีกเรื่อยๆ ในปีนี้และในอนาคต
สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่ www.cmmu.mahidol.ac.th







