
ปี’59 โบรกเกอร์ต้องไม่หยุดนิ่ง พัฒนาบริการลงทุนครบวงจร
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
ปี 2558 น่าจะเป็นปีที่เหนื่อยไม่น้อยสำหรับคนในอุตสาหกรรมตลาดทุน ไม่ว่าจะเป็นทั้งผู้ลงทุนหรือผู้ให้บริการ ซึ่งก็ได้รับการยืนยันจาก “ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ” นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ว่า ปี 2558 ทำธุรกิจไม่ง่าย เช่นเดียวกับปีหน้าเช่นกันที่โบรกเกอร์กำลังจะก้าวไปสู่ยุคการปรับตัวอีกครั้งในหลายๆ ด้าน
“ภัทธีรา” กล่าวว่า ปีนี้อุตสาห กรรมได้รับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่เศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก ขณะที่ปัจจัยในประเทศการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ชัดเจน แต่ก็เชื่อว่านโยบายและการที่ภาครัฐกำลังจะแอ็กชั่นออกมา จะเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทำให้การลงทุนจากรัฐมีการเขยื้อนและภาคเอกชนจะมีการขยับการลงทุนตามมา หรือมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)
สำหรับบรรยากาศในปี 2559 ไม่ได้คิดว่าภาคธุรกิจจะมีการฟื้นตัวในลักษณะก้าวกระโดดจากปีนี้มาก เช่นเดียวกับตลาดทุนที่อาจจะไม่ได้เติบโตอย่างหวือหวานัก แต่จะเป็นไปในลักษณะที่สามารถประคองต่อเนื่องจากปีนี้ไปให้ได้ พร้อมกับรอดูการเคลื่อนไหวนโยบายของธนาคารกลางต่างๆ ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป รวมถึงมาตรการของทางการของจีนและญี่ปุ่น
หากดูภาพการแข่งขันหรือการดำเนินธุรกิจของโบรกเกอร์ปี 2559 จะตกอยู่ในยุคของการปรับตัวและเคลื่อนไหวมากขึ้น เริ่มจากที่จะมีความชัดเจนด้านการบริการระหว่างโบรกเกอร์ที่มีโครงสร้างให้บริการแบบออนไลน์อย่างเดียว ในการทำหน้าที่นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ให้กับผู้ลงทุนเพียงอย่างเดียว กับการให้บริการที่แนะนำพร้อมดูแลความมั่งคั่งให้ผู้ลงทุน (Wealth Manangment) ซึ่งผู้ใช้บริการต้องเข้าใจว่าจะมีการชำระค่าธรรมเนียมที่มีพรีเมียมด้วย ซึ่งจะทำให้เห็น บล.ที่มุ่งไปด้านนี้ผลักดันให้เกิดการบริการในรูปแบบใหม่และการพัฒนาที่ดี ท้ายสุดเท่ากับผู้ลงทุนก็จะมีทางเลือกที่มากขึ้นด้วย
อย่างไรก็ดี การแข่งขันด้านนี้ต้องไม่ให้เกิดการแข่งขันในด้านที่หั่นราคาค่านายหน้าซื้อขาย (คอม มิชชั่น) ระหว่างกัน เพราะผู้ลงทุนจะมีความเข้าใจและยอมรับในสิ่งที่เขาได้มา ซึ่งน่าจะเฉลี่ยที่ 0.15-0.25% ตามแต่ขั้นบันไดของการบริการ
สิ่งที่ บล.ต้องทำในปีหน้าคือ บล.อาจต้องมีการทำการตลาดเพื่อขยายฐานหาลูกค้ามากขึ้น แต่จะไม่ใช่รูปแบบเดิมที่ต้องมาลด แลก แจก หรือแถมของ เพราะไม่ได้ตอบโจทย์กับพฤติกรรมของผู้ลงทุนในปัจจุบันแล้ว ตรงกันข้ามกับขณะนี้สนใจสอบถามในเรื่องรายละเอียด สิ่งที่จะลงทุนว่าถ้าจะซื้ออะไรเข้าต้องเข้าใจในสิ่งนั้นก่อนบ้าง ควบคู่กับการดูอัตราผลตอบแทนที่จะได้ตามมา การที่ บล.แต่ละแห่งให้ความสำคัญเรื่องพื้นฐานของข้อมูลจึงเป็นเรื่องหลักและควรให้ความสำคัญยิ่ง
แนวโน้มต่อมาคือ การงดแจกบทวิจัยต่อสาธารณะ เพราะสิ่งเหล่านี้มีต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการและต้นทุนการดำเนินงาน บล.บางแห่งให้คุณค่ากับการทำบทวิจัยในเชิงลึกออกมาและมีคุณค่าต่อนักลงทุนมาก และต้องเข้าใจเขาด้วยว่าเมื่อลงทุนเรื่องบทวิจัยไปต้องให้สิทธิพิเศษกับลูกค้าของบริษัทเป็นหลัก เพื่อปกป้องสิทธิให้กับลูกค้าตัวเอง ในส่วนของลูกค้าหากต้องการบทวิจัยก็ต้องยอมเสียค่าบริการตรงนี้ ปัจจุบันมี บล.เริ่มดำเนินการแล้ว 3-5 แห่ง
“ภัทธีรา” กล่าวต่อว่า บล.จะต้องมีการเพิ่มผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ลงทุนในแบบที่ครอบคลุมและมีทางเลือกให้ผู้ลงทุนครบถ้วน เช่น การเสนอขายหน่วยลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เพิ่ม ซึ่งบางแห่งอาจจะดำเนินการแล้ว แต่บางแห่งต้องมีการพัฒนาระบบเพื่อสามารถเห็นข้อมูลสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ของแต่ละกองทุนได้
รวมถึงการพัฒนาให้เข้าสู่การเป็นสังคม Digital Economy ซึ่งปัจจุบัน บล.บางแห่งเริ่มมีนโยบายด้านนี้แล้ว ปีหน้าทางสมาคมจะเริ่มดำเนินการในเฟส 1 โดยพยายามให้สมาชิกลดการใช้จำนวนกระดาษมากขึ้น ทุกอย่างให้เชื่อมโยงการกรอกข้อมูล ล็อกอิน สเตจเมนต์ ใบแจ้งเตือน จดหมาย หรือแบบฟอร์มการดำเนินงาน โดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากที่สุด ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัจจุบันหลาย บล.กำลังอัพเดทข้อมูลส่วนตัวกับลูกค้าอยู่ในเรื่องของอีเมลการติดต่อผ่านทางสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ได้
อย่างไรก็ดี บล.ต้องไม่หยุดนิ่งด้วยการยกระดับการประกอบธุรกิจ สิ่งที่พยายามเน้นคือการช่วยกันพัฒนาเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน (IC) ให้มีคุณภาพมากขึ้น โดยพยายามให้โอกาสได้พัฒนาศักยภาพของตัวเองขึ้น พยายามให้มีมาตรฐานของ IC ในแบบเดียวกันและรวมไปถึงการให้คำแนะนำในแบบออนไลน์ และตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไป ทางสมาคมจะเริ่มการพัฒนา IC เพื่อยกระดับการพัฒนาเป็นผู้ให้คำแนะนำในการวางแผนทางการเงิน (IP) ซึ่งจะช่วยผู้ลงทุนวางแผนการลงทุนโดยรวมได้ทั้งหมด
“สิ่งที่เราต้องช่วยเหลือกันตอนนี้ คือ ต้องช่วยกันผลิตและพัฒนาบุคลากรป้อนให้กับอุตสาหกรรมมากขึ้นด้วย ทั้งการพัฒนาอบรมให้มีความรู้ มีความเข้าใจ ในผลิตภัณฑ์ หรือเครื่องมือการลงทุนต่างๆ และสามารถสื่อสารออกไปให้ลูกค้าได้อย่างดี แม้จะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานานแต่ต้องทำ มากกว่าที่จะมุ่งไปซื้อตัวหรือไปชวนจากที่อื่นมาอยู่ด้วย”
นอกเหนือไปจากนั้น ยังให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนในหุ้นกู้หรือพันธบัตรได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันมี บล. 6-7 แห่งเท่านั้นที่ให้บริการนี้อยู่ ทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง เพราะที่ผ่านมาการลงทุนในหุ้นกู้เคยได้รับการตอบรับที่ดี แต่พอเจอช่วงวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งทำให้ตลาดนี้ซบเซาไป
ส่วนหนึ่งที่เห็นว่าควรนำเรื่องนี้กลับมาเพิ่มเติม เพราะต้องการให้เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างหนึ่งที่เป็นทางเลือกให้ผู้ลงทุนเพื่อบริหารความเสี่ยงจากการลงทุนได้แล้ว ยังสามารถรองรับนโยบายภาครัฐที่ต้องการให้ตลาดตราสารหนี้เป็นทางเลือกการระดมทุนให้กับ SME ซึ่งปกติจะช่วยแต่ในตลาดแรก แต่เราต้องมามองว่าจะช่วยในตลาดรองได้อย่างไร ซึ่งตอนนี้กลุ่มสมาชิกเริ่มมีการหารือกันแล้ว เพราะมองว่าเป็นโอกาสให้ผู้ลงทุนที่มีความมั่งคั่งและมีความรู้ความเข้าใจเรื่องลงทุนแล้ว (ไฮเน็ตเวิร์ก)
“จะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญมากที่ทำให้สมาชิกทุกคนต้องมีการขยับและพัฒนาตัวเอง เพื่อให้เข้าถึงการบริการและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปด้วย” นายกสมาคมฯ บล.กล่าวทิ้งท้าย







