
จับตาท่าทีเฟด หลังยูโรโซนทำตลาดผิดหวัง
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.80-36.10 ในสัปดาห์นี้
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.80-36.10 ในสัปดาห์นี้
ธนาคารกสิกรไทยมองว่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนอาจเข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐเพิ่มเติมก่อนการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 15-16 ธ.ค. นี้ โดยปัจจัยขับเคลื่อนค่าเงินที่สำคัญ คือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐประจำเดือน พ.ย.ที่ออกมาเมื่อวันศุกร์ ซึ่งนักลงทุนคาดการณ์ว่าจะมีการจ้างงานดีขึ้นกว่า 2 แสนตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการจ้างงานนี้อาจไม่สำคัญมากนัก เนื่องจากคุณเยลเลน ซึ่งเป็นประธานเฟดเพิ่งออกมาย้ำกับตลาดว่าถึงแม้การจ้างงานจะออกมาแค่ 1 แสนตำแหน่ง แต่ก็ถือว่าเพียงพอแล้วที่จะรองรับการขยายตัวของตลาดแรงงานและคำกล่าวของบรรดาสมาชิกเฟดในช่วงที่ผ่านมายังออกมาหนุนการขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธ.ค.กันอย่างพร้อมเพรียง
ดังนั้น สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จึงมองว่าเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยตามการเก็งกำไรของนักลงทุน ส่วนข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจค่อนข้างเบาบาง โดยปัจจัยที่อาจส่งผลต่อตลาดค่าเงิน ได้แก่ ตัวเลขการส่งออกของจีน ตัวเลขเงินเฟ้อ และการปล่อยสินเชื่อใหม่ในรูปเงินหยวน ส่วนทางฝั่งตะวันตกจะเห็นตัวเลขจีดีพีจากยูโรโซนและสหราชอาณาจักร รวมทั้งตัวเลขตำแหน่งงานเปิดใหม่และดัชนีค้าปลีกจากสหรัฐ
นอกจากนี้ คุณ Bullard ซึ่งเป็น สมาชิกเฟดจะออกมากล่าวสุนทรพจน์ในวันจันทร์ ถือเป็นคนสุดท้ายที่จะมาออกความเห็นก่อนที่สมาชิกเฟดจะต้องไม่ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมเฟด เนื่องจากสัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์ที่ไม่มีปัจจัยใหม่ๆ มากนัก จึงคาดว่าตลาดค่าเงินจะซื้อขายในกรอบแคบ ประกอบกับการที่เงินหยวนค่อนข้างนิ่งในช่วงที่ผ่านมา ยังช่วยหนุนสกุลเงินเอเชียโดยรวมอีกด้วย โดยก่อนหน้านี้ตลาดมองว่าทางการจีนอาจออกมาปรับค่าเงินหยวนให้อ่อนค่าลงหลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประกาศให้เงินหยวนเข้ามาอยู่ในตะกร้าเงินสำรองระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 30 พ.ย. แต่การตั้งค่ากลางเงินหยวนของธนาคารกลางจีนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนว่าทางการจีนหันมาให้ความสำคัญกับสกุลเงินหลักอื่นๆ มากขึ้น อาทิ เงินเยน เงินยูโร และเงินปอนด์ จากเดิมที่มักจะให้ความสำคัญแต่เงินดอลลาร์
ดังนั้น ในช่วงที่เงินยูโรยังแข็งค่าแบบนี้ จึงมองว่าไม่มีความจำเป็นที่ทางการจีนจะต้องปรับเงินหยวนให้อ่อนค่าลง ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อเงินบาทด้วย ในสัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ 35.87 ก่อนจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยในช่วงต้นสัปดาห์ เงินบาทแข็งค่าขึ้นหลังจากตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ธ.ค.จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับดีขึ้น โดยการใช้จ่ายของคนไทยขยายตัวได้ดีที่บวก 0.7% ในเดือน ต.ค.จากเดือนก่อน จากการซื้อรถยนต์ที่เร่งขึ้นก่อนการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตในปีหน้า ส่วนการลงทุนเร่งขึ้น 1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ตามการเร่งนำเข้าสินค้าทุนก่อนการประมูล 4จี ส่วนปัจจัยที่สนับสนุนเศรษฐกิจไทยอย่างการใช้จ่ายภาครัฐและการท่องเที่ยวยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเช่นเดิม ในช่วงปลายสัปดาห์เงินบาทไม่เคลื่อนไหวมากนักและปิดตลาดที่ 35.88
เงินยูโรเปิดตลาดที่ 1.0589 นักลงทุนเข้ามาขายเงินยูโรล่วงหน้าเนื่องจากต้องการเก็งกำไรว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะประกาศเพิ่มการเข้าซื้อพันธบัตรรายเดือนภายใต้โครงการคิวอี ในการประชุม
วันที่ 3 หลังจากที่ประธานอีซีบีได้ออกมากล่าวให้ความเห็นเรื่องนี้ตั้งแต่เดือน ต.ค. ส่งผลให้เงินยูโรอ่อนค่าลงไปที่ระดับต่ำที่สุดในรอบ 7 เดือน ที่ 1.0557 แต่ผลการประชุมของอีซีบีกลับทำให้นักลงทุนผิดหวัง เนื่องจากอีซีบีไม่ได้เพิ่มการเข้าซื้อตามที่ตลาดคาดไว้ แต่กลับลดดอกเบี้ยลงอีก 0.10% มาที่ลบ 0.30% และต่ออายุมาตรการคิวอีไปอีกแค่ 6 เดือนเท่านั้น ส่งผลให้ตลาดเงินผันผวนมาก และนักลงทุนต้องปิดการขายเงินยูโรล่วงหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อลดความเสี่ยงและการขาดทุน เงินยูโรจึงแข็งค่าขึ้นมาถึง 3% ใน 1 วันที่ 1.0940 ก่อนจะมาปิดตลาดที่ 1.087
เงินเยนเปิดตลาดที่ 122.79 และอ่อนค่าลงในช่วงกลางสัปดาห์ หลังตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐ จากการสำรวจของภาคเอกชนในเดือน พ.ย.นั้นออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยเห็นการปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดที่ 2.17 แสนตำแหน่ง ประกอบกับความเห็นที่หนุนการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดยังทำให้เงินเยนโดนเทขายเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ หลังจากประธานเฟดออกมายืนยันท่าทีการปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องในเดือน ธ.ค. เนื่องจากยังมองภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งน่าจะไปกดดันให้เงินเฟ้อปรับเร่งขึ้นเข้าสู่เป้าหมาย 2% ได้ในที่สุด
นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า การรอและเริ่มขึ้นดอกเบี้ยช้า จะทำให้การขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้าต้องเร่งขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจได้เช่นเดียวกัน และถึงแม้จะมีคณะกรรมการบางท่านไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาในเรื่องการเริ่มขึ้นดอกเบี้ย แต่เงินเยนกลับแข็งค่าขึ้นเนื่องจากความผันผวนของตลาดในช่วงปลายสัปดาห์ทำให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย เงินเยนจึงปิดตลาดที่ 122.79







