
พันธุ์ควบอาหารสัตว์ ทางออกเกษตรกร?
...อรรณพ พบธรรม นักวิชาการอิสระ
หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อทุกแขนง มีการพูดคุยถึงปัญหาราคาไข่ไก่กันอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะนายกรัฐมนตรีให้ความสนใจไข่ไก่ ถึงขั้นนำเข้าที่ประชุม ครม.กลายเป็นวาระแห่งชาติไปโดยปริยาย
และในที่สุด รัฐบาลก็ตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการเปิดนำเข้าเสรีพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ซึ่งก็ตามมาด้วยเสียงคัดค้านของคนในวงการ ที่ระบุว่าจะทำให้เกษตรกรรายย่อยเสียหายยิ่งขึ้น
ประเด็นนี้ผมเห็นด้วยกับเสียงค้านและเห็นด้วยกับคำแนะนำจากผู้รู้ที่ว่า รัฐบาลควรแก้ปัญหาไข่ไก่อย่างจริงจัง แก้ให้ครบเบ็ดเสร็จ อย่าแก้เฉพาะหน้า แล้วก่อให้เกิดปัญหาที่ใหญ่กว่าตามมา
ปัญหาที่หลายคนพูดถึง ก็เริ่มตั้งแต่การนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ ซึ่งรัฐตัดสินปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเปิดเสรี ทั้งๆ ที่ในอดีตประเทศไทยก็เปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์อยู่แล้ว และเป็นที่มาของการล้มหายตายจากของผู้นำเข้าหลายราย
จากที่เคยมีทั้งหมดประมาณ 20 ราย ด้วยการแข่งขันของผู้ประกอบการในช่วงนั้น จะแข่งกันที่คุณภาพของลูกไก่ และการให้บริการหลังการขายในด้านวิชาการ เพื่อช่วยให้ลูกค้าประสบความสำเร็จในอาชีพให้ได้ บริษัทต่างๆ จึงมีปริมาณลูกค้ามากน้อยต่างกันตามการยอมรับของลูกค้า และเป็นที่มาของปริมาณการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ที่แตกต่างกันไป
เมื่อถึงวันที่เอ้กบอร์ด มีมติแก้ปัญหาปริมาณผลผลิตไข่ไก่ล้นตลาดและให้ควบคุมปริมาณพ่อแม่พันธุ์ จึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการที่เหลืออยู่ 9 ราย ว่าห้ามนำเข้าเพิ่มไปกว่าตัวเลขเดิมที่ตนเคยนำเข้า และตามมาด้วยการขอให้ลดปริมาณนำเข้าลงตามสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น การจะเรียกตัวเลขนำเข้าเหล่านี้ว่า
“โควตา” จึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะมันมิใช่ตัวเลขกลมๆ 4 แสนตัวแล้วเอามาแบ่งโควตากัน แต่มันมีที่มาที่ไปดังกล่าวต่อประเด็นเรื่องการขายพันธุ์สัตว์ควบคู่อาหารสัตว์ ที่มีคนบิดเบือนนำไปเปรียบเทียบเป็นขายเหล้าพ่วงเบียร์ สร้างความสับสนให้สังคมเป็นอย่างมากนั้น คนในแวดวงอุตสาหกรรมนี้ก็รู้อยู่แก่ใจกันทั้งนั้นว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน
เพราะการจะเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิต ให้สามารถอยู่รอดและให้ผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น
“อาหาร” นับเป็นปัจจัยหลักในข้อนี้ เพราะจะต้องมีโภชนาการที่ดีเหมาะกับสายพันธุ์และช่วงวัยของสัตว์ในแต่อายุ ซึ่งผู้ประกอบการจะทุ่มเทการค้นคว้าวิจัยให้ได้มาซึ่งอาหารที่สอดคล้องกับสายพันธุ์ที่ตนพัฒนา เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้าหรือเกษตรกรที่ได้รับพันธุ์สัตว์ไป จึงไม่แปลกที่จะเห็นว่าการขายพันธุ์สัตว์ต่างๆ ของแทบทุกบริษัท มักจะมีการแนะนำอาหารสำเร็จรูปจากผู้ผลิตเดียวกัน ให้กับเกษตรกรผู้เป็นลูกค้าด้วยจริงอยู่ที่อาหารสัตว์สำเร็จรูปที่ขายตามท้องตลาดนั้น มีราคาสูงกว่าเมื่อเทียบกับอาหารที่เกษตรกรผลิตขึ้นเอง ซึ่งดูเผินๆ อาจรู้สึกว่าทำให้มีต้นทุนอาหารสัตว์ที่ต่ำกว่า แต่เมื่อวัดที่ประสิทธิภาพการผลิตที่ปลายทาง ส่วนใหญ่แล้วจะพบว่า ทั้งระยะเวลาการเลี้ยงและปริมาณผลผลิตที่เกิดขึ้น เทียบไม่ได้กับอาหารสัตว์สำเร็จรูปที่ผ่านการค้นคว้าวิจัยมาอย่างดี
นอกจากนี้ ความผูกพันใกล้ชิดระหว่างบริษัทผู้ผลิตกับลูกค้ายังสะท้อนภาพคู่ชีวิตที่เดินคียงข้างกันไปสู่ความสำเร็จ และหากเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่มีบริษัทเอกชนเป็นผู้ดูแลนั้น มีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้น เอกชนรายนั้นๆ จะเป็นผู้รับผิดชอบชดเชยความเสียหายให้ เรียกว่าเป็นข้อดีข้อหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงในเรื่องนี้ เพราะมีบริษัทเป็นผู้รับความเสี่ยงแทน
เท่าที่มองการแก้ปัญหาไข่แพงของรัฐบาลวันนี้ ก็หนีไม่พ้นความรู้สึกว่า รัฐกำลังดำเนินโครงการ
“ประชานิยม” แต่แทนที่จะนำงบประมาณของรัฐออกมาช่วยเหลือผู้เลี้ยงไก่ไข่เหมือนนโยบายประชานิยมอื่นๆ กลับเอาเงินที่ผู้เลี้ยงไก่ไข่พึงได้ มาลดราคาไข่ไก่ช่วยคนเมือง ทั้งๆ ที่เขาขาดทุนสะสมมา 3 ปี หนำซ้ำยังทำให้ระบบการเลี้ยงไก่ไข่ปั่นป่วน ทั้งๆ ที่วงการนี้มีหน่วยงานเอ้กบอร์ดดูแล และแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่กันมาจนเห็นผลทางที่ดีรัฐบาลควรแก้ปัญหานี้ ด้วยการสร้างกลไกให้เกษตรกรรายย่อยสามารถแข่งขันได้ จะด้วยการทำให้เขาเข้าถึงแหล่งทุน ได้รับอัตราดอกเบี้ยในราคาถูก รวมถึงช่วยให้เขาพัฒนามาตรฐานการเลี้ยงไก่ของเขา เช่น การวางมาตรฐานการผลิต การควบคุมป้องกันโรค และสอนการบริหารจัดการฟาร์มให้เกษตรกร เพื่อความปลอดภัยทางอาชีพ รวมถึงการดึงดูดให้เกิดคนเลี้ยงไก่ไข่อย่างมีมาตรฐานให้มากขึ้น เมื่อคนเลี้ยงมากต้นทุนจะถูกลง ไข่ไก่จะออกสู่ตลาดมาก และผู้บริโภคจะได้รับประทานไข่ไก่คุณภาพดีในราคาถูก เป็นประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย
เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ภาครัฐควรแสดงบทบาทอย่างชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาไข่ทั้งระบบ โดยไม่จำเป็นต้องหยิบยกไข่ไก่ ขึ้นเป็นวาระแห่งชาติอย่างที่ ครม.ชุดนี้ทำเลย







