
สมคิดถก 4 ยักษ์ญี่ปุ่น อวดสิทธิประโยชน์จูงใจลงทุน
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
นับว่าเป็นครั้งแรกที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งนำโดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ใช้นโยบายที่ถือว่าเป็น “อาวุธใหม่” สำหรับการเจรจาดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ในช่วงการโรดโชว์ที่ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 25-28 พ.ย. 2558
โดยเฉพาะการให้สิทธิประโยชน์การลงทุนในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมาย และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่รัฐบาลไทยจะให้สิทธิยกเว้นภาษีนิติบุคคลเพิ่มขึ้นเป็น 10-15 ปี รวมทั้งจัดตั้งกองทุนหมื่นล้านบาทเพื่อสนับสนุนการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย เป็นต้น
สมคิด ระบุว่า การโรดโชว์ที่ญี่ปุ่นในครั้งนี้ ได้มีโอกาสหารือเป็นการเฉพาะกับธุรกิจรายใหญ่ของญี่ปุ่น 4 ราย ประกอบด้วย บริษัท บริดจสโตน ซึ่งเป็นผู้ผลิตยางใหญ่ที่สุดในโลก โดยบริดจสโตนสนใจจะลงทุนเรื่องยางล้อเครื่องบินในไทย เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก นอกเหนือจากญี่ปุ่นและสหรัฐ
นอกจากนี้ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลยังได้เจรจากับบริษัท มินีแบ (Minebea) บริษัท นาชิ-ฟูจิกูชิ ผู้พัฒนาหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม และบริษัท มาสด้า ด้วย
ด้าน อรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า ในการหารือกับบริษัทเอกชนญี่ปุ่น 4 กลุ่ม ได้มีการชี้แจงนโยบายด้านการลงทุนของประเทศไทย โดยระบุว่ารัฐบาลได้จัดเตรียมสิทธิประโยชน์พิเศษรองรับไว้พร้อมแล้ว ทั้งการให้สิทธิประโยชน์การลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และการให้สิทธิพิเศษทางภาษีของกระทรวงการคลัง ซึ่งทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นเชื่อมั่นในการลงทุนหรือขยายการลงทุนในประเทศไทย
“มินีแบแสดงความมั่นใจที่จะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญต่อไป ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีการลงทุนสะสมในไทยแล้วเกือบ 1 แสนล้านบาท และยังสนใจลงทุนผลิตชิ้นส่วนอากาศยานในประเทศเพิ่มเติมอีกด้วย” อรรชกา กล่าว
อรรชกา ระบุว่า ในส่วนบริษัท ฟูจิโคชิ ซึ่งได้เข้ามาลงทุนผลิตตลับลูกปืนสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องจักรนานแล้ว ระบุว่าสนใจเข้ามาลงทุนผลิตหุ่นยนต์เพื่อใช้ในอุตสาหกรรม และการผลิตชิ้นส่วนของรถไฟความเร็วสูงในรูปแบบเดียวกับรถไฟชินคันเซ็น โดยถือว่าเป็นการลงทุนที่สอดคล้องกับความต้องการของไทย
ขณะที่บริษัท มาสด้า ซึ่งปัจจุบันลงทุนผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนในประเทศไทยเป็นเงินลงทุนกว่า 6.5 หมื่นล้านบาท และไทยถือเป็นฐานการผลิตแห่งเดียวนอกประเทศญี่ปุ่นที่มีการผลิตรถปิกอัพ รถยนต์นั่ง ระบบกำลังส่ง และเครื่องยนต์ครบวงจร โดยเฉพาะการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ระยะที่ 2 ส่วนในอนาคตมาสด้าจะผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ และยังสอบถามว่าประเทศไทยจะมีการส่งเสริมการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ระยะต่อไปหรือไม่ หากมีอีกบริษัทก็พร้อมลงทุนต่อไป
อรรชกา ย้ำว่า ในวันที่ 27 พ.ย.นี้ บีโอไอจะได้มีการจัดสัมมนาชี้แจงนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ออกมาต่อนักลงทุนญี่ปุ่นกว่า 1,000 ราย และยังเป็นโอกาสที่ไทยจะกระตุ้นให้นักลงทุนญี่ปุ่นที่ลงทุนอยู่ในไทยอยู่แล้วกว่า 4,000 ราย ขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น รวมถึงโอกาสในการดึงดูดให้นักลงทุนใหม่ในกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง หรือกลุ่มไฮเทค ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสนใจเข้ามาลงทุนในไทย
ด้าน หิรัญญา สุจินัย เลขาธิการบีโอไอ ระบุว่า การเจรจากับนักธุรกิจเป็นการเฉพาะ 4 ราย รองนายกรัฐมนตรีได้อธิบายถึงสิทธิประโยชน์ที่นักลงทุนในกิจการเป้าหมายจะได้รับ หากรายใดมีแผนลงทุนอยู่แล้วก็มีมาตรการเพื่อเร่งรัดให้มีการลงทุนเร็วขึ้น รวมถึงมีกองทุนส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้ามาสนับสนุนการลงทุน รวมถึงมาตรการต่างๆ จะดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในซูเปอร์คลัสเตอร์มากขึ้น
“ในเดือน ต.ค. 2558 พบว่านักลงทุนญี่ปุ่นได้กลับมายื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนกับบีโอไอสูงที่สุดในรอบ 10 เดือนของปีนี้ ซึ่งคาดว่าเป็นผลจากนโยบายการส่งเสริมการลงทุนมีความชัดเจน และทิศทางเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้น โดยตั้งแต่เดือน ม.ค.-ต.ค. 2558 มีนักลงทุนต่างประเทศยื่นขอรับส่งเสริมเข้ามายังบีโอไอทั้งสิ้น 8.8 หมื่นล้านบาท โดยญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนที่ยื่นขอรับส่งเสริมมาเป็นอันดับ 1 ที่ 2.71 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 30.8% ของเงินลงทุนทั้งหมด รองลงมาเป็นสิงคโปร์ 1.61 หมื่นล้านบาท อินโดนีเซีย 1.53 หมื่นล้านบาท จีน 1.18 หมื่นล้านบาท และสหรัฐ 6,702 ล้านบาท” หิรัญญา กล่าว
นโยบายให้สิทธิประโยชน์กับ 10 อุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นอนาคตของประเทศภายใต้นโยบายใหม่ จะได้ผลในการดึงดูดการลงทุนได้เพียงใด ยังต้องติดตามกันต่อไป ขณะที่การเคลื่อนไหวของนักลงทุนญี่ปุ่นหลังการโรดโชว์ครั้งนี้ จะเป็นดัชนีชี้วัดได้เป็นอย่างดี







