
ขาดปัจจัยกระตุ้นระยะสั้น
ผมไม่แปลกใจที่เราจะเห็นตลาดหุ้นในช่วงสั้นมีลักษณะการแกว่งตัวและไม่ได้เคลื่อนไหวไปทางไหนไกล สิ่งที่เห็นอย่างชัดเจนก็คือ ทุกคนตั้งความหวังกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้า และแน่นอนว่าตลาดหุ้นกับเศรษฐกิจมักจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน กรณีเศรษฐกิจดี ตลาดหุ้นก็ควรจะดีด้วย ตัวเลขจีดีพีในปีนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.6-2.9% และในปีหน้ามีการคาดหมายกันแบบกว้างๆ ว่าจะอยู่ที่ระดับ 3-4% สิ่งที่เราเห็นก็คือการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 เครื่องยนต์ ก็คือการกระตุ้นการบริโภคของประชาชน และการลงทุนภาครัฐ เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นผมเคยกล่าวไปในบทความครั้งก่อนๆ แล้ว และความคิดเห็นโดยส่วนตัวก็มองเช่นเดิมว่า เห็นด้วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้การลงทุนภาครัฐ แต่ไม่เห็นด้วยในการกระตุ้นการบริโภคของประชาชน
ผมไม่แปลกใจที่เราจะเห็นตลาดหุ้นในช่วงสั้นมีลักษณะการแกว่งตัวและไม่ได้เคลื่อนไหวไปทางไหนไกล สิ่งที่เห็นอย่างชัดเจนก็คือ ทุกคนตั้งความหวังกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้า และแน่นอนว่าตลาดหุ้นกับเศรษฐกิจมักจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน กรณีเศรษฐกิจดี ตลาดหุ้นก็ควรจะดีด้วย ตัวเลขจีดีพีในปีนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.6-2.9% และในปีหน้ามีการคาดหมายกันแบบกว้างๆ ว่าจะอยู่ที่ระดับ 3-4% สิ่งที่เราเห็นก็คือการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 เครื่องยนต์ ก็คือการกระตุ้นการบริโภคของประชาชน และการลงทุนภาครัฐ เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นผมเคยกล่าวไปในบทความครั้งก่อนๆ แล้ว และความคิดเห็นโดยส่วนตัวก็มองเช่นเดิมว่า เห็นด้วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้การลงทุนภาครัฐ แต่ไม่เห็นด้วยในการกระตุ้นการบริโภคของประชาชน
ปัญหาและอาการเรื่องของการกระตุ้นการบริโภคของประชาชนเริ่มต้องใช้ยาแรงขึ้น เพราะก่อนหน้านี้การใช้นโยบายการเงินโดยใช้ดอกเบี้ยที่ต่ำ และการอัดฉีดเงิน ยากลับไม่แรง แต่สิ่งที่เห็นก็คือการเริ่มใช้มาตรการคลังด้วยการลดภาษี ซึ่งโดยนัยในเรื่องนโยบายก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ก็คือการขยายฐานการเสียภาษีไปสู่ประชาชนในจำนวนมากขึ้น จากฐานการเสียภาษีที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรของประเทศ แต่การใช้มาตรการคลังนี้อาจจะเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ได้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะสั้นต่ำมากกว่าที่คาด จึงต้องใช้ยาแรง
เหตุผลดังกล่าวจึงไม่แปลกอะไรที่ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นไม่ไปไหน ซึ่งในมุมมอง 2 เดือนสุดท้าย ผมเคยเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบแล้วว่า เราควรนำเอา 1,400 ตั้ง และใช้ 50 จุดเป็นเกณฑ์ กล่าวคือ กรณีลงก็จะไม่ต่ำกว่า 1,350 และในกรณีขึ้นก็จะไม่เกิน 1,450 จุด ซึ่งถือว่าแคบในช่วงเวลา 2 เดือน แต่อย่างไรก็ตามการพิจารณารายกลุ่มเคยนำเรียนให้ทราบแล้วว่า ควรเลือกหุ้นเล่นให้มาก และควรหลีกเลี่ยงหุ้นในกลุ่มไอซีที จากเหตุผลที่มีความเสี่ยงมากขึ้นในระยะสั้น โดยเฉพาะในเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากการประมูล (แต่จะดีในระยะกลาง-ยาว) เพราะฉะนั้นราคาหุ้นกลุ่มนี้ในระยะสั้นก็จะมีการปรับตัวลดลงแรงกว่ากลุ่มอื่นๆ ซึ่งเห็นมาบ้างแล้วในช่วงสัปดาห์นี้ แต่ก็คาดได้ว่าน่าจะแย่กว่ากลุ่มอื่นๆ อีกจนกว่าจะถึงการประมูลคลื่น 900 MHz ในช่วงกลางเดือน ธ.ค.
ขอวกกลับมาในมุมมองระยะสั้นของ SET INDEX แม้เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจัยที่มีนัยสำคัญก็คือการตัดสินเรื่องนโยบายการเงินของ FOMC ซึ่งเราจะรู้ว่าดอกเบี้ยสหรัฐจะขึ้นหรือไม่ในช่วงกลางเดือน ธ.ค. ซึ่งก็น่าจะหมายถึงแนวโน้มการเคลื่อนไหวของ FUND FLOW น่าจะมีการสะท้อนปัจจัยออกมาในช่วงเวลาดังกล่าว และอาจจะส่งผลต่อความชัดเจนของ SET INDEX แต่สำหรับในระยะสั้น มองในมุมสัปดาห์หน้าโดยอาศัยการวิเคราะห์ทางเทคนิค คาดว่า SET INDEX ยังไม่น่าปรับตัวขึ้นได้ง่าย เพราะแนวต้านที่ 1,380 หรือ 1,400 น่าจะทำให้ SET INDEX ปรับตัวขึ้นกว่าตัวเลขดังกล่าวลำบาก แต่อย่างไรก็ตามบริเวณ 1,350 จุด ก็น่าจะเป็นแนวรับที่แข็งแกร่ง และยากที่จะทำให้ SET INDEX ต่ำกว่าตัวเลขดังกล่าวเช่นกัน
บทสรุป มองในการเคลื่อนไหวของ SET INDEX คาดว่าไม่น่าปรับตัวสูงขึ้นได้ในระยะสั้น แต่การลงก็จะไม่มากนัก และไม่ต่ำกว่า 1,350 คาดว่าช่วงเวลาปัจจุบันซึ่งเคยคาดแล้วว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน พ.ย.-กลางเดือน ธ.ค. เป็นช่วงเวลาในการพักผ่อนการลงทุนมากกว่าการรีบเร่งในการลงทุน และก็น่าจะเป็นจังหวะที่ดีในระยะสัปดาห์ที่จะเป็นช่วงเวลาการเข้าซื้อกองทุนที่ให้ประโยชน์ทางภาษี (LTF/RMF) สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้มีการเข้าซื้อ







