
ไทยพาณิชย์ปลื้มครึ่งปีAUMพุ่ง5.9%
บลจ.ไทยพาณิชย์เผยครึ่งปี AUM เพิ่มขึ้น 5.9% เหนืออุตสาหกรรมโตแค่ 1.8% เตรียมรุกหนักลูกค้าสำรองเลี้ยงชีพ-สถาบัน พร้อมสร้างช่องทางขายใหม่ผ่านตัวแทนอิสระ
บลจ.ไทยพาณิชย์เผยครึ่งปี AUM เพิ่มขึ้น 5.9% เหนืออุตสาหกรรมโตแค่ 1.8% เตรียมรุกหนักลูกค้าสำรองเลี้ยงชีพ-สถาบัน พร้อมสร้างช่องทางขายใหม่ผ่านตัวแทนอิสระ
นางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)ไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ครึ่งปีแรกของปี 2553 บริษัทสามารถขยายสินทรัพย์ภายใต้การบริหารงาน (AUM)ได้ตามเป้า โดย ณ 2 ก.ค.2553 มีสินทรัพย์รวม 526,381 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 497,166 ล้านบาทและยังครองอันดับ 1 ของทั้งธุรกิจกองทุนรวมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
"สินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการเติบโตของธุรกิจกองทุนรวมที่มีส่วนแบ่งตลาดกว่า 20% เพราะหากดูในแง่ของเม็ดเงินใหม่มียอดสุทธิ 12,509 ล้านบาท ขณะที่อุตสาหกรรมตัวเงินติดลบ 4,480 ล้านบาท เนื่องจากช่วงต้นปีผลตอบแทนของกองทุนพันธบัตรเกาหลีลดลง ขณะที่ธนาคารขนาดเล็กจ่ายดอกเบี้ยสูงจูงใจ แต่ของเราเริ่มดีขึ้นหลังจากออกกองทุนหุ้นกู้เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้า"นางโชติกา กล่าว
นอกจากนี้สินทรัพย์ที่เติบโตยังมาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตลอดจนลูกค้าสถาบันที่มีเงินใหม่เข้ามา 14,000 ล้านบาท ส่งผลให้ AUM เพิ่มขึ้นมากกว่า 30,000 ล้านบาทและถือเป็นการเติบโตมากกว่าอุตสาหกรรมที่เติบโตเพียง 1.8% เท่านั้น
นางโชติกา กล่าวว่า สำหรับแผนงานในครึ่งหลังของปีนี้ บริษัทยังรุกหนักในส่วนลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพและลูกค้าสถาบัน เพื่อให้การเติบโตของสินทรัพย์บริษัทถึงเป้าเติบโต 20% ในปีนี้หรือเพิ่มขึ้นแสนล้านบาท เนื่องจากจะมีลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ครบอายุและจะเปิดประมูลใหม่ โดยขณะนี้บริษัทมีความพร้อมเต็มที่ด้านทีมงานที่จะบุกตลาด และทีมกลยุทธ์ทำหน้าที่จัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมให้กับลูกค้าแต่ละรายตามความเสี่ยงที่รับได้
นอกจากนี้ยังเดินหน้าเพิ่มช่องทางการจำหน่ายใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องนอกเหนือจากบริษัทที่เป็นตัวแทนขาย(เซลลิ่งเอเจ้นท์)แล้ว จะขยายผู้แทนขายอิสระ(IIP) ราย
บุคคล จากปัจจุบันมีอยู่ 50 คนให้เป็น 100 คนในสิ้นปีนี้ โดยช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาพบว่าสามารถสร้างยอดขายได้ประมาณพันล้านบาท
ในส่วนของกองทุนรวมในครึ่งปีหลังยังคงนโยบายออกกองทุนความเสี่ยงต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์ ต่อเนืองจากครึ่งปีแรก เช่น กองทุนหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดีที่ล็อคผลตอบแทนระยะยาว กองทุนพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้และกองทุนพันธบัตรรัฐบาลไทย รวมทั้งจะออกกองทุนที่กำหนดอายุการลงทุนชัดเจน (เทอมฟันด์)โดยลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยและนำมาทำสวอป เพื่อให้ผลตอบแทนลอยตัวในลักษณะอิงกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์ แต่จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าโดยจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือนซึ่งจะทำให้ผู้ถือหน่วยไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ จะเปิดจำหน่ายกองทุนใหม่ที่คุ้มครองเงินต้นโดยนำผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในตราสารหนี้มาลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อเพิ่มโอกาสให้นักลงทุนสามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นโดยไม่ต้องกลัวว่าจะสูญเสียเงินต้น
นางโชติกา กล่าวว่า ในไตรมาส 4 ปีนี้ยังมีแผนออกกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)หลังจากบริษัทครองส่วนแบ่งอันดับหนึ่งในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)
แล้ว โดยจะออกกองทุน RMF อีกประมาณ 4-5 กองทุน มูลค่ารวม 4,000-5,000 ล้านบาท ซึ่งรูปแบบจะง่ายต่อการลงทุนโดยผู้ถือหน่วยสามารถเลือกกองทุนที่กำหนดปีที่จะเกษียณอายุและคุ้มครองเงินต้น
นายวิชชุ จันทาทับ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า บริษัทประเมินดัชนีหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ที่ระดับ 850-880 จุด ซึ่ง
ปัจจุบันหุ้นไทยยังถูกกว่าภูมิภาค เนื่องจากเงินต่างชาติยังเข้ามาไม่มากนัก และยังรอให้ปัญหามาบตาพุดคลี่คลาย เพราะสังเกตได้ว่าช่วงที่ผ่านมาหุ้นขนาดเล็กที่อยู่ใน SET100 จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้น SET50 เนื่องจากหุ้นกลุ่มปตท.ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาบตาพุดค่อนข้างมากทำให้ราคาไม่ไปไหน
"เราให้น้ำหนักกับปัญหามาบตาพุด 60-70% ขณะที่การเมืองของไทยให้น้ำหนักไม่มากนัก ตราบใดที่ไม่มีการชุมนุมอย่างรุนแรงเหมือนช่วงที่ผ่านมา เพราะปัจจัยพื้น
ฐานหุ้นไทยยังดีต่อให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่น่าจะทำให้หุ้นหลุด 780 จุด เชื่อว่า 800 จุดรับอยู่และตอนนี้หุ้นไทยยืนได้ด้วยเงินในประเทศ ไม่มีเงินต่างประเทศ แต่หากดัชนีทะลุ 900 จุดได้ก็ต้องดูว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนจะตามทันหรือไม่ ซึ่งอาจไปเล่นกันที่พีอีปีหน้าเลยก็ได้"นายวิชชุ กล่าว







