
EPG สร้างเซอร์ไพรส์ ได้อีกครั้ง
บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป (EPG) กำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2559 (สิ้นสุด ก.ย. 2558)
โดย...จิตรา อมรธรรม
บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป (EPG) กำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2559 (สิ้นสุด ก.ย. 2558) ดีกว่าคาดมากจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นในทุกธุรกิจ แนวโน้มธุรกิจยังดีต่อเนื่องจากปริมาณความต้องการของสินค้า และต้นทุนเม็ดพลาสติกที่อยู่ในระดับต่ำและการประหยัดต่อขนาดเป็นปัจจัยหนุน เราปรับกำไรสุทธิปี 2559-2560 (สิ้นสุด มี.ค.) ขึ้นอีก 17% และ 14% เป็นเติบโต 131.5% เมื่อเทียบปีต่อปี และ 14.5% เมื่อเทียบปีต่อปี ตามลำดับ และคาด ROA และ ROE จะขยับขึ้นไปได้ถึง 13% และ 17% ในปี 2561 อยู่ในระดับแนวหน้าของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมหนักระดับโลก
นับเป็นบริษัทคนไทยที่น่าภูมิใจที่สินค้ายืนหยัดได้เป็นอย่างดีในตลาดโลก และการให้ความสำคัญกับการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้การเติบโตมีเสถียรภาพในระยะยาว PE อาจดูแพงเพราะการลงทุนที่สูงแต่ EV/EBITDA กลับอยู่ในระดับต่ำเพียง 13.0 เท่าในปีหน้า FSS ยังคงแนะนำซื้อ ปรับราคาพื้นฐานปี 2560 (สิ้นสุด มี.ค. 2560) เป็น 15 บาท จาก 12 บาท (อิง PE 25 เท่า)
กำไรไตรมาส 2 ปี 2559 (สิ้นสุด ก.ย.) ดีกว่าคาด
EPG รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2559 (ก.ค.-ก.ย. 2558) 424.3 ล้านบาท โดยมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 71.0 ล้านบาท หากตัดรายการดังกล่าวและรายการพิเศษอื่นออกไป กำไรจากการดำเนินงานปกติเป็น 366.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.3% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส และ 116.9% เมื่อเทียบปีต่อปี ดีกว่าเราคาด 15% และดีกว่าตลาดส่วนใหญ่คาดเช่นกัน และเป็น New High นับตั้งแต่เข้าตลาด กำไรที่ดีมากมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นเป็นถึง 34.8% จาก 30.8% ในไตรมาสก่อน และ 26.6% ในไตรมาส 2 ปี 2558
ขณะที่รายได้ก็ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในกลุ่มสินค้าฉนวนยาง (Aeroflex) และโดยเฉพาะกล่มุสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ (Aeroklas) ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 38% ของรายได้รวมไปแล้ว จากเดิมที่อยู่ที่ระดับ 30-33% สำหรับสินค้าบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีรายได้ชะลอลงในไตรมาสนี้ เป็นเพราะโลว์ซีซั่นนอกจากนี้ ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมยังเพิ่มขึ้นถึง 49.4% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาสจากตลาดชิ้นส่วนรถยนต์ในต่างประเทศที่ดีขึ้น และ EPG ยังประกาศจ่ายเงินปันผล 0.08 บาท/หุ้น (อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 0.8%) XD 24 พ.ย. และจ่ายเงิน 9 ธ.ค.นี้
ปรับกำไรปี 2559-2560 (สิ้นสุด มี.ค.) ขึ้นอีกครั้ง
สำหรับกำไรปกติงวดครึ่งปีแรกของปี 2559 (เม.ย.-ก.ย. 2558) ที่ไม่รวมรายการพิเศษ เพิ่มขึ้นถึง 89.4% เมื่อเทียบปีต่อปี (Y-Y) เป็น 607.0 ล้านบาท เกือบเท่ากำไรปกติทั้งปีของปีก่อนที่ทำได้ 677 ล้านบาท โดยอัตรากำไรขั้นต้นพุ่งสูงเป็น 32.9% จาก 25.6% ขณะที่ EBITDA Margin ทำได้ดีขึ้นมากจาก 17.3% เป็น 21.3% แนวโน้มทุกธุรกิจของ EPG ทั้งฉนวนกันความร้อน/เย็น ชิ้นส่วนยานยนต์และบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีดีมานด์ดีต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ และต้นทุนเม็ดพลาสติกที่ปรับลงและการประหยัดต่อขนาดยังคงเป็นปัจจัยหนุน ทำให้เราปรับประมาณการอีกขึ้นครั้ง เราปรับกำไรสุทธิปี 2559-2560 (สิ้นสุด มี.ค.) ขึ้น 17% และ 14% เป็นเติบโต 131.5% เมื่อเทียบปีต่อปี และ 14.5% เมื่อเทียบปีต่อปีตามลำดับ จากการปรับขึ้นทั้งรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นให้สอดคล้องกับความสามารถของบริษัท
คาด ROA และ ROE แตะระดับ 13% และ 17%
EPG เป็นหนึ่งในบริษัทคนไทยที่น่าภูมิใจในสินค้าที่ยืนหยัดได้เป็นอย่างดีในตลาดโลก จากการเห็นความสำคัญของการลงทุน R&D และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ตลอดเวลา ส่งผลให้การเติบโตเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ เราคาดรายได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า (2559-2561) เติบโตเฉลี่ย 15% ขณะที่กำไรโตเฉลี่ย 31% แตะ 1,800-1,900 ล้านบาทในปี 2561 แม้ธุรกิจจะมีการลงทุนสูง และสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน แต่ ROA ในปัจจุบัน 8.3% เทียบเคียงได้กับผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนพลาสติกระดับโลก เราคาดว่า ROA ของบริษัทจะขยับขึ้นไปได้ถึง 13% และ ROE 17% ในปี 2561 อยู่ในระดับแนวหน้าของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมหนักระดับโลก
แนะนำซื้อ ปรับราคาพื้นฐานขึ้นเป็น 15 บาท
ราคาหุ้นปัจจุบันที่ 9.85 บาท คิดเป็น PE ปีนี้ 19.0 เท่า และปีหน้า 16.7 เท่า PE ที่ดูค่อนข้างสูงเพราะ EPS ถูกบั่นทอนจากค่าเสื่อมจำนวนมากอันเกิดจากการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโต แต่เทียบไม่ได้เลยกับกำไรที่เติบโตเฉลี่ยกว่า 30% ต่อปี ซึ่งคิดเป็น PEG 0.6 และหากดู EV/EBITDA กลับยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 13.0 เท่าในปีหน้า เรายังคงแนะนำซื้อ ปรับราคาพื้นฐานปี 2560 (สิ้นสุด มี.ค. 2560) เป็น 15 บาทจากเดิม 12 บาท อิง PE 25 เท่า (หรือ PE to Growth ปี 2559-2561 ที่ 0.6 เท่า)







