
MALEEขอ3ปีสู่แบรนด์ระดับภูมิภาค
MALEEขอเวลาปั้นแบรนด์ โกยรายได้ใน-นอกเท่ากัน 50% ลุยหาพันธมิตรต่างประเทศ
MALEEขอเวลาปั้นแบรนด์ โกยรายได้ใน-นอกเท่ากัน 50% ลุยหาพันธมิตรต่างประเทศ
นายปัญญา ชุติสิริวงศ์ ผู้จัดการอาวุโสสายงานนักลงทุนสัมพันธ์และเลขานุการ บริษัท มาลีสามพราน (MALEE) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2561 จะเป็นบริษัทที่มีแบรนด์ระดับภูมิภาคให้ได้ โดยเฉพาะในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี สร้างรายได้จากในประเทศและต่างประเทศเท่ากัน 50% จากปัจจุบันที่มีการส่งออกเพียง 25%
นอกจากนั้น ยังตั้งเป้าหมายว่าในปี 2561 จะมีรายได้ระดับ 7,000 ล้านบาท จากปี 2558 ที่คาดว่าจะเติบโตน้อยกว่า 10% จากปีก่อนที่ทำได้ 4,767 ล้านบาท โดย 9 เดือนปีนี้ทำได้แล้ว 3,876 ล้านบาท
ขณะเดียวกันบริษัทยังคงใช้กลยุทธ์ที่จะหาพันธมิตรในแต่ละประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวีในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ ส่วนรูปแบบยังอยู่ระหว่างการศึกษา หลังจากที่เพิ่งร่วมทุนกับบริษัท มอนเด นิสชิน คอร์ปอเรชั่น ของฟิลิปปินส์ คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาสแรกปีหน้า บริษัทที่ร่วมทุนมีแผนที่จะทำสินค้าออกมาเพื่อรองรับผู้บริโภคในทุกกลุ่ม น่าจะเริ่มต้นจากสินค้ากลุ่มพรีเมียมก่อน และ MALEE พร้อมรองรับการผลิตเพื่อส่งออกไปฟิลิปปินส์เต็มที่ ตอนนี้ใช้กำลังการผลิตกว่า 50%
“บริษัทกระจายหรือเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศมากขึ้น เพราะเห็นว่าความต้องการของลูกค้ามีอยู่สูง รวมถึงบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ และธุรกิจในต่างประเทศยังให้อัตรากำไรขั้นต้นที่ดีกว่า ที่สำคัญคือสามารถทำให้บริษัทมีการเติบโตที่ต่อเนื่อง โดยปีนี้และปีหน้าคาดว่าสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจะเติบโตได้ถึง 20% เทียบกับการเติบโตในประเทศที่จะได้น้อยกว่า 10% อุตสาหกรรมที่เติบโตทรงตัว” นายปัญญา กล่าว
สำหรับรายได้ในประเทศของปี 2559 เชื่อว่าจะออกมาดีขึ้นกว่าปีนี้ ซึ่งเห็นสัญญาณมาตั้งแต่ไตรมาส 3 แล้วที่พฤติกรรมการบริโภคมีการฟื้นตัว และคาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องในไตรมาส 4 เนื่องจากเข้าสู่ฤดูไฮซีซั่นที่มีเทศกาลปีใหม่ และบริษัทยังมีการออกโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงนี้ และในปีหน้าบริษัทยังคงใช้งบการตลาดเพื่อสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งไว้ที่ 7% ของรายได้ แต่น้อยกว่าปีนี้ที่ใช้ 10% โดย 9 เดือนที่ผ่านมาใช้ไปแล้ว 282 ล้านบาท
นายปัญญา ยังกล่าวว่า บริษัทมีนโยบายลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้ได้มากที่สุด ปัจจุบันต้นทุนการผลิตคิดเป็น 67% ของต้นทุนโดยรวม ปีนี้พยายามรักษาอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับเดียวกับ 9 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 33.2% จากปีก่อนอยู่ที่ 32.6% เช่นเดียวกับการรักษาอัตรากำไรสุทธิให้อยู่ในระดับ 9 เดือน ที่ 5.68% จากปีก่อนอยู่ที่ 6.44% อัตรากำไรปีนี้ที่น้อยลง เพราะปีนี้บริษัทได้ทุ่มงบการตลาดเพื่อสร้างแบรนด์
อย่างไรก็ดี การที่ค่าเงินบาทปัจจุบันและอนาคตมีการอ่อนค่าลง จะช่วยต่อธุรกิจการส่งออกได้เป็นอย่างดี







