
TOPขาดทุนตามคาด
ตามคาดไทยออยล์ขาดทุน 2.2 พันล้าน สต๊อกน้ำมัน-ค่าเงินฉุด PTT มีลุ้นไตรมาส 4
ตามคาดไทยออยล์ขาดทุน 2.2 พันล้าน สต๊อกน้ำมัน-ค่าเงินฉุด PTT มีลุ้นไตรมาส 4
นายอธิคม เติบศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ (TOP) เปิดเผยว่า ผลดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยงวดไตรมาส 3 ปี 2558 ขาดทุน 2,294 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 2.68% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปีก่อนที่ขาดทุน 2,234 ล้านบาท
“ในไตรมาส 3 ปี 2558 เครือไทยออยล์มีปริมาณวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตของกลุ่มอยู่ที่ 3.04 แสนบาร์เรล/วัน โดยมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมัน (Gross IntegratedMargin excluding stock loss-Marketing : GIM) อยู่ที่ 7.8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ผลของราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง 12 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำให้บริษัทมีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันอยู่ที่ 4.7 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และส่งผลให้มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มรวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมัน อยู่ที่ 3.1 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล”
TOP มีรายได้จากการขายและกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (อีบิตดา) 7.47 หมื่นล้านบาท และ 2,931 ล้านบาท ตามลำดับ เมื่อหักค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ต้นทุนทางการเงิน ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ รวมขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนใหญ่เป็นรายการขาดทุนทางบัญชีที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง
สำหรับงวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 8,432.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 265.96% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,304.13 ล้านบาท ซึ่งผลการดำเนินงานดีขึ้นเนื่องจากมีอัตราการใช้กำลังการกลั่นและกำไรขั้นต้น จากการกลั่นไม่รวมผลกระทบสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น และมีต้นทุนพลังงานที่ถูกลง จากราคาน้ำมันดิบที่ลดลง แม้ว่าจะมีผลขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้นจากเงินบาทที่อ่อนค่า
บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) เปิดเผยในแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ที่ยื่นกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่า บริษัทกำหนดราคาขายหุ้นไอพีโอที่หุ้นละ 9 บาท จากราคาพาร์หุ้นละ 6.92 บาท โดยมีมูลค่าระดมทุนรวม 1.56 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทจะเสนอขายหุ้นไอพีโอไม่เกิน 345.02 ล้านหุ้น รวมมูลค่าระดมทุน 3,105.17 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัท ปตท. (PTT) ในฐานะผู้ถือหุ้นของ SPRC จะนำหุ้นเดิมออกมาเสนอขายอีกจำนวน 1,390 ล้านหุ้น รวมมูลค่า 12,512.67 ล้านบาท
ทั้งนี้ SPRC จะเสนอขายหุ้นต่อผู้จองซื้อรายย่อยและบุคคลทั่วไป (ไอพีโอ) ในวันที่ 23-25 พ.ย. 2558 ส่วนนักลงทุนสถาบันเปิดจองซื้อวันที่ 26 พ.ย.-1 ธ.ค. 2558 โดยจะขายให้แก่ผู้ลงทุนในประเทศ ไม่เกิน 1,023.20 ล้านหุ้น และเสนอขายต่อผู้ลงทุนต่างประเทศไม่เกิน 712.11 ล้านหุ้น อย่างไรก็ตามผู้จัดการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายอาจพิจารณาจัดสรรหุ้นส่วนเกินไม่เกิน 173.53 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 10% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ โดยยืมหุ้นทั้งจำนวนจากเชฟ รอน เซาท์เอเซีย โฮลดิ้งส์
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า การที่ SPRC จะนำหุ้นออกมาเสนอขายให้กับประชาชนเป็นครั้งแรกในช่วงเดือน พ.ย.จะทำให้ผลดำเนินงานของ PTT ในงวดไตรมาส 4 น่าจะดีขึ้น เพราะจะมีกำไรพิเศษจากการนำหุ้นออกมาเสนอขาย ซึ่งจะขายหุ้น SPRC ออกเพราะ PTT ต้องการลดการถือหุ้นในโรงกลั่นในประเทศลง และกำไรพิเศษที่จะเกิดขึ้นยังไม่ได้อยู่ในประมาณการกำไรของเอเซีย พลัส ที่ให้กับ PTT
ด้าน บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุว่า จะปรับลดประมาณการกำไรปี 2558 ของ PTT ลง 33% จากประมาณการเดิม เพื่อสะท้อนการขาดทุนที่เกิดขึ้นและคาดว่าไตรมาส 3 จะขาดทุน 2.3 หมื่นล้านบาท เป็นผลจากบริษัทในเครือทั้งหมดโดยเฉพาะบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) แต่เพราะเป็นรายการด้อยค่าไม่ได้เป็นรายการเงินสด จึงคิดว่าไม่กระทบต่อการจ่ายปันผล คาดว่าอัตราผลตอบแทนปันผลปี 2558 จึงเป็น 4%
บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ คาดว่า ไตรมาส 3 ปี 2558 PTT จะพลิกเป็นขาดทุน โดยได้รับกดดันจาก PTTEP และขาดทุนค่าเงินเป็นหลักแต่มีโอกาสได้มูลค่าเพิ่มจากโรงกลั่น SPRC ที่จะขายหุ้นไอพีโอในปลายไตรมาส 4
หุ้น PTT ยังคงปรับตัวลดลงและปิดที่ 278 บาท ลดลง 8 บาท ขณะที่ราคาหุ้น TOP ปิด 55.25 บาท ลดลง 0.50 บาท







