
ตลาดแรงงานสหรัฐสดใส...หนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ย
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.40-35.80 ในสัปดาห์นี้ หลังจากเห็นเงินบาทเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพในสัปดาห์ที่ผ่านมา
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.40-35.80 ในสัปดาห์นี้ หลังจากเห็นเงินบาทเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ปัจจัยที่จะส่งผลต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐเดือน ต.ค. ที่รายงานไปเมื่อวันศุกร์ช่วงกลางคืน ซึ่งประกอบไปด้วย การจ้างงานภาคนอกเกษตรของสหรัฐที่ยังปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะเพิ่มในระดับต่ำกว่า 2 แสนตำแหน่งเดือน ต.ค. แต่ก็ยังสะท้อนตลาดแรงงานสหรัฐอยู่ในเกณฑ์ดี
นอกจากนี้ อัตราการว่างงานอยู่ในกรอบที่สะท้อนถึงระดับศักยภาพของตลาดแรงงานที่เฟดตั้งเป้าไว้ระหว่าง 4.9-5.2% อีกด้วย บ่งชี้ว่าภาวะตลาดแรงงานสหรัฐมีความตึงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากคนที่ว่างงานจากประชากรในวัยทำงานทั้งหมดทยอยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันจำนวนคนว่างงานปรับลดลงมาอยู่ระดับต่ำที่สุดตั้งแต่เกิดวิกฤตปี 2008 ที่ 7.6 ล้านคน จากระดับ 16.1 ล้านคน
ดังนั้น ในระยะต่อไปการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานภาคนอกเกษตรมากกว่าจำนวน 2 แสนตำแหน่ง/เดือน น่าจะเป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น แต่ระดับที่ต่ำกว่าแต่ใกล้เคียงกับระดับดังกล่าวน่าจะยังสะท้อนภาวะตลาดแรงงานที่ดีอยู่ ตัวเลขดังกล่าวจึงน่าจะหนุนการคาดการณ์ของนักลงทุน ว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะสามารถเกิดขึ้นในเดือน ธ.ค.ได้
นอกจากนี้สิ่งที่อาจมีผลต่อค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจจากจีน ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการค้า อัตราเงินเฟ้อ ตัวเลขสินเชื่อและตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ต.ค. ที่ผ่านมานักลงทุนดูเหมือนจะคาดการณ์ไว้แล้วว่าเศรษฐกิจจีนกำลังชะลอตัวลงแต่เป็นการชะลอตัวอย่างช้าๆ ในขณะเดียวกันนักลงทุนเองก็กลัวว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลออย่างรุนแรงได้หรือไม่
ดังนั้น หากตัวเลขเศรษฐกิจจีนยังสะท้อนความเปราะบางมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ก็จะส่งผลลบต่อจิตวิทยานักลงทุนและกดดันให้ตะกร้าสกุลเงินเอเชียโน้มอ่อนค่าลงได้
ค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่ค่อนข้างแคบ หลังเปิดตลาดที่ระดับ 35.53 โดยสิ่งที่นักลงทุนจับตาเป็นปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.5% ตามคาด เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากอุปสงค์ภายในประเทศ (การบริโภคและการลงทุน) ที่ปรับตัวดีขึ้น แต่ความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังมาจากภาคการส่งออก ที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและอาเซียน ทั้งนี้ กนง.ส่งสัญญาณว่าพร้อมจะผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมหากจำเป็น
อย่างไรก็ดี ในสภาวะที่เศรษฐกิจมีแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายในประเทศเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากภาคเอกชนยังชะลอการใช้จ่ายอยู่ ทำให้เรามองว่า กนง.อาจเลือกที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมผ่านเครื่องมือด้านอัตราแลกเปลี่ยนนอกเหนือไปจากเครื่องมือด้านอัตราดอกเบี้ย
ดังนั้น ธปท.จึงยังต้องดูแลค่าเงินบาทให้เคลื่อนไหวอ่อนค่าสอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาคไปก่อน เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกให้มีสภาพคล่องในรูปเงินบาทมากขึ้นและก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนต่อไป ในขณะที่มีแรงกระตุ้นเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายภาครัฐอีกทางหนึ่ง
อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทไม่ได้ตอบรับกับผลการประชุมมากนักและเคลื่อนไหวมาปิดสัปดาห์ที่ระดับ 35.57 ก่อนจะมีการรายงานตัวเลขการจ้างงานภาคนอกเกษตรของสหรัฐ
สำหรับค่าเงินยูโร มีแนวโน้มอ่อนค่าลงตลอดสัปดาห์กว่า 1.3% ในสัปดาห์นี้ ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 1.0874 (วันศุกร์ 18.00 น.)
ค่าเงินเยนเปิดตลาดที่ระดับ 120.63 และปรับอ่อนค่าลงมาที่ระดับ 121.89







