
ธุรกิจไทย... ต้องไม่เหมือนเดิม
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้รับเชิญจากสำนักข่าวออนไลน์ ThaiPublica ให้ไปขึ้นเวทีเสวนาหัวข้อ “ความจริงใหม่ เมื่อประเทศไทยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป : โลกเปลี่ยน...เศรษฐกิจไทยเปลี่ยน?” ร่วมกับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี คุณบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย และ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้รับเชิญจากสำนักข่าวออนไลน์ ThaiPublica ให้ไปขึ้นเวทีเสวนาหัวข้อ “ความจริงใหม่ เมื่อประเทศไทยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป : โลกเปลี่ยน...เศรษฐกิจไทยเปลี่ยน?” ร่วมกับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี คุณบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย และ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา
ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตโดยมีข้อเด่นอยู่ 2 ประการ นั่นคือทำเลที่ตั้งของประเทศอยู่ศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน ที่อุดมสมบูรณ์ มีทรัพยากรต่างๆ และแรงงานที่มีทักษะการผลิตที่ต้นทุนค่าแรงต่ำ
เราเคยอยู่ในกลุ่มดาวรุ่งเสือเศรษฐกิจเอเชียระดับเดียวกับสิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ แต่ในวันนี้เราจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ที่เราเคยแซงมาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และตอนนี้ยังกังวลว่าเวียดนามจะแซงเราเมื่อไร
วันนี้ประเทศเรามาถึงหน้าผา ที่หากเราไม่กระโดดข้ามไป เราก็ไปต่อไม่ได้ และจะถูกไล่หลังเบียดตกหน้าผาไป ไอ้ครั้นจะกระโดดข้ามไป ก็ยังไม่มีกำลังความสามารถเพียงพอที่จะกระโดดข้ามไปโดยไม่ตกหน้าผาได้
เราต้องยอมรับเสียก่อนว่า เรามีปัญหาขั้นโคม่า และต้องพร้อมเดินเข้าห้องผ่าตัด เพื่อแปลงโฉมแบบถอนรากถอนโคน เราถึงจะสามารถหลุดพ้นออกมาจากกับดักชนชั้นกลางได้
เราต้องเปลี่ยนทัศนคติ จากเดิมที่เน้น “ปริมาณ” ต้องหันมาชู “คุณภาพ” และขยับตัวเองไปสู่สินค้าหรือบริการที่เน้นการเพิ่มมูลค่า ไม่ใช่อาศัยแต่ราคาถูกแต่เพียงอย่างเดียว “คุณภาพ” ในที่นี้มีความหมาย 2 นัยด้วยกัน
นัยแรก...สินค้าแบรนด์ไทยแลนด์ต้องขยับไปสู่ช่วงต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องเน้นการสร้างนวัตกรรมให้เกิดแก่ตัวสินค้า เพื่อขยับตัวเข้าไปสู่ตลาดพรีเมียม
นัยที่สอง...กระบวนการผลิตและส่งมอบสินค้าพรีเมียมนั้นจะต้องมีประสิทธิภาพสูงสุด
“คุณภาพ” กับ “ประสิทธิภาพ” เป็นของคู่กัน ที่ใดขาดประสิทธิภาพ ที่นั่นย่อมขาดคุณภาพ
ในทางกลับกัน “คุณภาพ” มักจะยืนอยู่คนละฟากกับ “ปริมาณ” จะขับเคลื่อนธุรกิจของคุณไปสู่ตลาดแห่งคุณภาพ คุณกำลังเล่นเกมใหม่ ที่ตลาดมีขนาดเล็กลงในเชิงปริมาณ แต่ตลาดใหญ่ขึ้นมหาศาลในเชิงมูลค่า
การพัฒนาต้องทำในทุกองคาพยพของกิจกรรมทางธุรกิจ
“Collaborative Economy” น่าจะเป็นคำตอบสำหรับผู้ประกอบการไทย
จากเดิมที่ทำทุกๆ อย่าง ทุกๆ ฟังก์ชั่นเองทั้งหมด ต้องหันมาเน้นพัฒนาในส่วนที่เป็นแกนของธุรกิจคุณเป็นหลัก ทุ่มทรัพยากรทุกอย่างเพื่อเป็นเลิศในด้านนั้นๆ ให้ได้ ส่วนอื่นๆ ต้องหันมาพึ่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไป
ความสัมพันธ์กับคู่ค้าจะต้องเปลี่ยนมาเป็นความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วน ที่ต่างคนต่างมุ่งพัฒนาความเป็นเลิศในส่วนของตน และทำงานเกื้อหนุนกันเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย หมดสมัยแล้วกับความสัมพันธ์แบบเจรจาต่อรองเพื่อให้ตนเองได้มากที่สุด คนตัวใหญ่กินรวบแต่คนเดียว
โลกเปลี่ยน...ธุรกิจไทยต้องไม่เหมือนเดิมครับ







