
ธุรกิจประกันชีวิตกำไรดิ่ง25%
8 เดือนแรกประกันชีวิตกำไรลด 25.68% แต่ยังปันผลผู้ถือหุ้นกว่า 9,000 ล้าน
8 เดือนแรกประกันชีวิตกำไรลด 25.68% แต่ยังปันผลผู้ถือหุ้นกว่า 9,000 ล้าน
แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า 8 เดือนแรกของปีนี้ธุรกิจประกันชีวิตทั้งระบบมีกำไรสุทธิ 3.44 หมื่นล้านบาท ลดลง 1.19 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 25.68% เมื่อเทียบกับงวด 8 เดือนแรกของ
ปี 2557 ซึ่งเป็นผลมาจากกำไรจากการดำเนินงานและกำไรจากสินทรัพย์ลงทุนตามราคาตลาดลดลงร่วม 1 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากการที่ประชาชนมีการเวนคืนกรมธรรม์ หรือยกเลิกกรมธรรม์ เพื่อรับเงินคืน 3.10 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,254.79 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 36.26%
อย่างไรก็ตาม กำไรที่ลดลง ไม่ส่งผลกระทบต่อการจ่ายเงินปันผลผู้ถือหุ้น เพราะบริษัทประกันชีวิตยังคงจ่ายปันผลใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทประกันชีวิตที่จดทะเบียนในประเทศไทยมีการจ่ายปันผล 9,239.05 ล้านบาท ลดลงเพียง 9.82% ขณะที่สาขาต่างประเทศมีการส่งกำไรไปสำนักงานใหญ่ 1.14 หมื่นล้านบาท ลดลง 8.06%
แหล่งข่าวจาก คปภ. เปิดเผยว่า ธุรกิจประกันชีวิตไทยถูกครอบครองโดยบริษัทขนาดใหญ่จำนวนหนึ่ง จากจำนวนบริษัทประกันชีวิตรวมทั้งสิ้น 23 บริษัท พบว่าบริษัทขนาดใหญ่ 5 บริษัทแรกครอบครองส่วนแบ่งตลาด 70.20% โดย คปภ.พยายามพัฒนามาตรฐานการให้บริการ แก้ไขปัญหาให้ลูกค้า เพื่อยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งหลายบริษัทมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"จะเห็นว่าในปี 2558 มีบริษัทประกันชีวิตได้รับรางวัลผู้ประกอบการดีเด่นด้านศูนย์รับเรื่องและแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภค (Call Center) ถึง 7 แห่ง จากทุกอุตสาหกรรมที่ได้รับรางวัลนี้ 44 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต บริษัท เอไอเอ บริษัท ไทยประกันชีวิต บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต" แหล่งข่าวเปิดเผย
แหล่งข่าวระบุว่า การยกระดับการให้บริการเป็นหนึ่งในเรื่องที่ถูกบรรจุอยู่ในแผนการพัฒนาธุรกิจประกันภัย ฉบับที่ 3 เพื่อยกระดับการให้บริการที่ได้มาตรฐาน และทุกบริษัทจะต้องมีกระบวนการ ดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม
นายอำนาจ วงศ์พินิจวโรดม ผู้ช่วยเลขาธิการสายพัฒนาและวิเคราะห์ระบบการตรวจสอบ คปภ. กล่าวว่า ในส่วนของ คปภ.ได้แสดงความพร้อมที่จะเข้ารับการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านบรรษัทภิบาลของธนาคารโลก ภายใต้ชื่อโครงการประเมินภาคการเงินของประเทศ หรือ FSAP (Financial Sector Assessment Program) ในอีก 2 ปี 6 เดือนข้างหน้า หากผ่านการประเมินจะสะท้อนว่าการทำงานของ คปภ.มีมาตรฐานการทำงานทัดเทียมระดับสากล สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในธุรกิจประกันภัยในไทย







