
ผู้ปั้น ‘สวรรค์นักช็อป’
โดย...สมหทัย โมสิกะ
โดย...สมหทัย โมสิกะ
สิงคโปร์คือดินแดนแห่งโอกาส เป็นศูนย์รวมของคนหลากหลายเชื้อชาติที่ได้อาศัยเกาะเล็กๆ แห่งนี้สร้างเนื้อสร้างตัว
เช่นเดียวกับ “มุสตัก อาห์หมาด” เจ้าของ “มุสตาฟา เซ็นเตอร์” แหล่งช็อปปิ้ง 24 ชม. ในย่านลิตเติ้ลอินเดียของสิงคโปร์ เขาเป็นชาวอินเดียจากรัฐอุตตระประเทศ และย้ายมาอยู่กับพ่อในดินแดนแห่งนี้ตั้งแต่ 6 ขวบ เมื่อปี 2499
มุสตักฉายแววเป็นนักธุรกิจตั้งแต่วัยรุ่น เริ่มจากเอาเงินสะสมของตัวเองซื้อผ้าเช็ดหน้ามาวางขายข้างรถเข็นขายอาหารข้างทางของพ่อ ซึ่งธุรกิจเล็กๆ ของเขาได้จุดประกายให้พ่อเปลี่ยนอาชีพจากขายอาหารมาขายเสื้อผ้าสำหรับเด็กและผู้ใหญ่แทน
ด้วยความสนใจในธุรกิจมากกว่าการเรียน มุสตักจึงตัดสินใจทิ้งการเรียนตั้งแต่มัธยมปลายและหันมาทำงานกับพ่ออย่างเต็มตัว จนกระทั่งรัฐบาลสิงคโปร์สั่งห้ามขายของบนทางเท้า มุสตักจึงโน้มน้าวให้พ่อของเขาเช่าร้านเล็กๆ ทำธุรกิจแทน โดยใช้ชื่อ โมฮัมเหม็ด มุสตาฟา แอนด์ แซมซุดดิน ที่ถนนแคมพ์ เบลล์ในปี 2514 ซึ่งธุรกิจก็เติบโตด้วยดี ก่อนย้ายมาปักหลักที่ถนนเซรังกูน ที่มีพื้นที่ขายมากขึ้น รองรับการขยายตัวของธุรกิจ
ที่นี่เอง มุสตักได้เพิ่มไลน์สินค้าอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้ามา และกำหนดราคาสินค้าทุกชิ้นในร้านแบบตายตัว ซึ่งเป็นราคาที่สมเหตุสมผลแข่งขันได้ ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาต่อราคา ถือเป็นแนวคิดแปลกใหม่ในสมัยนั้น ช่วยดึงดูดลูกค้าจำนวนมากเข้าร้านจนต้องขยายพื้นที่อีกรอบ
หลังจากเช่าพื้นที่เปิดร้านมานาน มุสตักทุ่มเงินลงทุนซื้อพื้นที่บริเวณถนนไซเอ็ด อัลวี และสร้าง “มุสตาฟา เซ็นเตอร์” ศูนย์การค้าขนาด 7.5 หมื่น ตร.ม. พร้อมโรงแรม 130 ห้อง ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อปี 2538 แต่เริ่มให้บริการแบบ 24 ชม.เมื่อปี 2546 และมีการขยายพื้นที่อีกรอบในบริเวณใกล้เคียง และที่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งสวรรค์ของขาช็อป เพราะมาที่เดียวสามารถซื้อหาสิ่งของที่ต้องการได้จากสินค้าที่มีให้เลือกมากกว่า 1.5 แสนรายการ
บรรดาคู่แข่งและคนในวงการค้าปลีก มองว่าความสำเร็จของ มุสตักเกิดจากการบริหารงานแบบเรียบง่าย ราชาค้าปลีกคนนี้มักจะเดินสำรวจศูนย์การค้าของเขาเสมอเพื่อพูดคุยกับพนักงานและลูกค้า พร้อมจะแก้ไขปัญหาในพื้นที่ทันที แทนที่จะนำมาถกในห้องประชุมศูนย์การค้าของเขาชนะใจลูกค้าได้เพราะใช้กลยุทธ์ขายสินค้าแบบครบเครื่องในราคาสมเหตุสมผล คิดกำไรไม่เกิน 15% พนักงานส่วนใหญ่ทำงานมานานและพูดภาษาของลูกค้าต่างชาติได้ อีกทั้งยังคอยจับตาเทรนด์ค้าปลีกที่เปลี่ยนไปได้ด้วย
เมื่อปี 2546 มุสตักได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยวแห่งปี จากการท่องเที่ยวสิงคโปร์ และถือเป็นตัวอย่างของคนทำธุรกิจค้าปลีกที่สร้างประสบ การณ์ช็อปปิ้งแบบไม่เหมือนใครให้กับลูกค้าทั้งชาวสิงคโปร์และต่างชาติ







