มัลแวร์ภัยร้ายธุรกรรมออนไลน์
เมื่อองค์กรขยับตัวสู่โลกดิจิทัล มูลค่ากลุ่มเป้าหมายที่แฮ็กเกอร์จ้องโจมตีจึงใหญ่มากขึ้น
โดย...ณัฎฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
แม้จะไม่ได้มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับมูลค่าตลาดไซเบอร์ซีเคียวริตี้ของหน่วยงานธุรกิจต่างๆ ที่ชัดเจน แต่ประเภทของหน่วยงานที่ควรมีการป้องกันอย่างกลุ่มธนาคาร หน่วยงานภาครัฐ เฮลท์แคร์ และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จำเป็นต้องมีการป้องกันที่รัดกุมและเลิกใช้งานซอฟต์แวร์เถื่อนโดยทันที เพราะนอกจากจะเสี่ยงโดนขโมยความลับทางธุรกิจแล้ว ยังเสี่ยงโดนเรียกค่าไถ่หรือขโมยลูกค้าที่สำคัญของบริษัทไปอีกด้วย
สำหรับประเทศไทยนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายดิจิทัลอีโคโนมีจะสร้างโอกาสทางธุรกิจหลายล้านล้านบาทในประเทศ แต่ภัยคุกคามในโลกไซเบอร์ก็ส่งผลต่อภาคประชาชน ธุรกิจ และประเทศได้พร้อมๆ กันเช่นกัน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) หรือ สพธอ. เผยผลรายงานว่า ประเทศไทยเป็นอันดับ 3 ใน 10 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน ในแง่ของความเสี่ยงด้านไซเบอร์ (Cyber-risk) และคาดการณ์ว่าปีนี้ภัยคุกคามไซเบอร์หลักๆ จะมาจากเทรนด์ของโมบิลิตี้และอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT)
สอดคล้องกับ วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีนของซิสโก้ ที่ให้ข้อมูลว่าองค์กรทั้งขนาดกลางและเล็กควรที่จะตื่นตัวมากขึ้น เพราะในปีนี้จะเริ่มเห็นการนำไอทีมาพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในองค์กร เช่น เทรนด์อินเทอร์เน็ตออฟเอฟเวอรี่ติงค์ (IoE-Internet of Everything) จะทำให้เกิดอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้เพิ่มขึ้นจาก 5,000 ล้านชิ้น เป็น 2 หมื่นล้านชิ้น ในอีก 5 ปีข้างหน้า และการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ก็จะมาพร้อมกับปัญหาด้านความปลอดภัยบนระบบไซเบอร์เช่นเดียวกัน
“เมื่อองค์กรขยับตัวสู่โลกดิจิทัล มูลค่ากลุ่มเป้าหมายที่แฮ็กเกอร์จ้องโจมตีจึงใหญ่มากขึ้น จากราว 4.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มเป็น 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ” วัตสัน กล่าว
ใครจะคาดคิดว่าแม้กระทั่งเครื่องรูดบัตรเครดิตตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าปลีกต่างๆ ยังมีโอกาสติดมัลแวร์ได้ จากการเปิดเผยของหน่วยงานความมั่นคงปลอดภัยของสหรัฐได้ออกโรงเตือนการระบาดของมัลแวร์ที่ชื่อว่า Backoff ตามเครื่องรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิต (POS-Point of Sale) ว่า การติดตั้ง Remote Desktop Application บนเครื่องควบคุมส่วนกลางจากระบบซอฟต์แวร์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Microsoft Remote Desktop, Apple Remote Desktop หรือ LogMeln ที่ช่วยให้มีการตั้งรหัสที่คาดเดาได้ง่ายหรือใช้รหัสผ่านเดียวกัน อาจทำให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงเครื่องรูดบัตรและเผยแพร่มัลแวร์ได้ โดยมัลแวร์ Backoff ที่ว่านั้น จะเข้าไปขโมยข้อมูลบนบัตรเครดิตทุกใบที่มาใช้ทำการรูดเพื่อจ่ายหรือชำระค่าบริการบนเครื่อง POS นี้แบบไม่รู้ตัว
สรณันท์ จิวะสุรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักความมั่นคงปลอดภัย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถิติต่างๆ พบว่า ภาพรวมการโจมตีบนโลกไซเบอร์ของทั่วโลกนั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากปี 2556 ไทย ติดอยู่ในอันดับที่ 3 ของประเทศที่มีความเสี่ยงด้านไซเบอร์สูงสุด และติดอันดับที่ 48 จากจำนวน 60 ประเทศ ที่มีการประเมินด้านการให้ความสำคัญไซเบอร์ซิตี้ขององค์กร ในแต่ละประเทศ รองลงมาคือ มาเลเซีย (อันดับ 9) สิงคโปร์ (อันดับ 13) และอินโดนีเซีย (อันดับ 46) ซึ่งประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ในกลุ่มของผู้ประสบภัยคุกคามไซเบอร์
ทั้งนี้ มัลแวร์ Gameover ได้เข้ามาถึงเมืองไทยแล้ว และมีผู้ใช้งานในไทยตกเป็นเหยื่อกว่า 3,400 ราย มีจุดประสงค์เพื่อขโมยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการทำธุรกรรมออนไลน์ เช่น รหัสผ่าน ไฟล์เอกสาร รูปภาพต่างๆ เพื่อไม่ให้เหยื่อเข้าใช้งานข้อมูลได้ แม้หน่วยงานภาครัฐจะจัดการไปแล้ว แต่ก็มีแนวโน้มจะกลับมาคุกคามอีก ฉะนั้นผู้ที่สงสัยว่าจะตกเป็นเหยื่อควรเร่งตรวจสอบและใช้งานซอฟต์แวร์ที่ถูกลิขสิทธิ์เพื่ออัพเดทฐานข้อมูลและตรวจจับมัลแวร์ตัวใหม่ๆ ได้อย่างสม่ำเสมอ
สำหรับระบบธนาคารพาณิชย์ที่ปัจจุบันกำลังมีการโปรโมทการให้บริการผ่านระบบออนไลน์ที่สร้างความสะดวกและประหยัดเวลาให้กับลูกค้า เพราะสามารถทำธุรกรรมได้ทั้งบนมือถือและเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยไม่ต้องเดินทางสาขาเหมือนในอดีต ภายใต้ความสะดวกดังกล่าว ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งที่ให้บริการออนไลน์จึงต้องวางระบบรักษาความปลอดภัยของแต่ละธนาคารหลายชั้นหลายขั้นตอน เพื่อป้องกันการโจมตีจากผู้ไม่ประสงค์ดี
เกล็น แทนคาร์ต จากโครงการเครือข่ายประสานงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เคยทำรายงาน ในประเด็นเกี่ยวกับอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือเทคโนโลยีในประเทศ เสนอให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อปี 2556 ในรายงานของเกล็นนั้น ระบุว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของการฉ้อโกงที่เกี่ยวเนื่องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยสูงขึ้น เพราะความปลอดภัยของบัตร อาทิ เอทีเอ็ม หรือบัตรเครดิต และบัตรกดเงินสดในเมืองไทย ไม่มีระบบป้องกันที่เรียกว่า EMV หรือตัวอ่านข้อมูลของบัตรที่เป็นชิปแทนแถบแม่เหล็ก ซึ่งจะมีความปลอดภัยมากกว่า
นอกจากนี้ เกล็น แทนคาร์ต ได้เสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แก้ปัญหาอาชญากรรมเทคโนโลยี โดยต้องประสานข้อมูลอย่างต่อเนื่องกับอาชญากรรมประเภทดังกล่าวกับต่างชาติ และอีกข้อที่เป็นสิ่งสำคัญ คือการแก้ไขกฎหมายที่เพิ่มขีดความสามารถในการบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มอาชญากร โดยต้องยกเลิกเงื่อนไขในข้อกฎหมายที่สามารถให้มีหรือครอบครองเครื่องอ่านกฎหมายได้







