
ลุ้นกบง.เคาะราคาแอลพีจีหลังราคาตลาดโลกขยับ
สนพ.ประเมินภาพรวมภารใช้พลังงานของประเทศปีนี้ขยับ 2.7% ผลพวงราคาน้ำมันดิ่ง ด้าน กบง.นัดถก4พ.ย.เคาะราคาแอลพีจีใหม่ส่อขยับราคาตลาดโลก
สนพ.ประเมินภาพรวมภารใช้พลังงานของประเทศปีนี้ขยับ 2.7% ผลพวงราคาน้ำมันดิ่ง ด้าน กบง.นัดถก4พ.ย.เคาะราคาแอลพีจีใหม่ส่อขยับราคาตลาดโลก
นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานไทยในปี 2558 พบว่า การใช้พลังงานตลอดทั้งปีอยู่ที่ 2,640 เทียบเท่าพันบาร์เรลน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 2.7% เป็นการปรับเพิ่มขึ้นเกือบทุกประเภทพลังงาน โดยเฉพาะการใช้น้ำมันสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 1.2% จากการใช้น้ำมันเบนซิน ดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน การใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 2.8% และการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 3.1%
ทั้งนี้ในปี2558 เป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการใช้พลังงานประเทศ เนื่องจากกระทรวงพลังงานมีนโยบบายปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซ ทำให้พฤติกรรมการใช้พลังงานของคนไทยเปลี่ยนไป จะเห็นได้ว่าการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในขณะที่ปล่อยลอยตัวราคาราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ให้สะท้อนต้นทุน ส่งผลให้การใช้มีปริมาณที่ลดลง ด้านการใช้แอลพีจีในภาพรวมคาดว่าจะลดลง 10.7% ทั้งในภาคครัวเรือน ขนส่งและปิโตรเคมี โดยเฉพาะแอลพีจีขนส่งจะลดลงไป 11.9% ซึ่งในช่วงไตรมาส4 ปริมาณการใช้แอลพีจีจะอยู่ที่ 546,000 แสนตันปรับลดลงเทียบกับไตรมาส3มีการใช้อยู่ที่ 549,000 ตัน ต่อเดือน
อย่างไรก็ตามในการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เป็นประธาน ในวันที่ 4 พ.ย.นี้ จะมีการพิจารณากำหนดราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)เดือนพ.ย. ซึ่งแนวโน้มราคาจะเปลี่ยนแปลงไปจากราคาเดิมที่ 22.29 บาทต่อก.ก.แค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยค่าเงินบาท ราคาเฉลี่ยที่คำนวณจากราคาหน้าโรงแยกก๊าซฯเดือน ที่ครบกำหนดจะต้องปรับราคาใหม่ทุกๆ3เดือน ราคาหน้าโรงกลั่น,และราคานำเข้า ซึ่งล่าสุดราคาตลาดโลกปรับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 377 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากเดือนก่อนอยู่ที่ 362 เหรียญสหรัฐต่อตัน
สำหรับสถานการณ์การใช้พลังงานในช่วง 9เดือนแรก(ม.ค.-ก.ย.) ปี 2558 พบว่า ความต้องการใช้พลังงานของประเทศไทยอยู่ที่ 2,646 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบบต่อวัน เพิ่มขึ้น 2.7 % โดยการจัดหาพลังงานในประเทศ มีการนำเข้าน้ำมันดิบ 882,000 บาร์เรลต่อวัน และผลิตในประเทศได้ 146,000 บาร์เรลต่อวัน ด้านการใช้น้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ระดับ 142 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.8% ส่วนใหญ่เป็นการใช้ดีเซล เฉลี่ย 59.8 ล้านลิตรต่อวัน และเบนซินเฉลี่ย 26 ล้านลิตรต่อวัน
การใช้แอลพีจีเฉลี่ย 564,000ตันต่อเดือน ลดลง 9.4% ทั้งในภาคครัวเรือน ปิโตรเคมี และขนส่ง ด้านการใช้ก๊าซธรรมชาติ อยู่ที่ 4,792 ล้านลูกบาศก์ฟุต(ลบ.ฟุต)ต่อวัน เพิ่มขึ้น 3.5% ในขณะที่การจัดหาก๊าซฯได้วันละ 5,177 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน ลดลง 2.4% โดยเป็นการนำเข้า จากพม่า 18 % นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) 7% และผลิตได้ในประเทศ 75% โดยการผลิตก๊าซฯในประเทศอยู่ที่ 3,500 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน ปรับลดลง4.6%
ด้านสถานการณ์การผลิตไฟฟ้า อยู่ที่ 144,045 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 2.5% ส่วนการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 130,800 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 3.2% โดยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี จากสภาพอากาศที่ร้อนต่อเนื่องยาวนาน
“ภาพรวมการใช้พลังงานในประเทศยังขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะยอดใช้น้ำมันทั้งเบนซินและดีเซล ในขณะที่การใช้แอลพีจี-เอ็นจีวีลดลงเนื่องจากมีการปรับโครงสร้างราคาให้สะท้อนต้นทุน ในขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันลดลงตามทิศทางตลาดโลก ทำให้คนใช้รถหันไปใช้น้ำมันแทนก๊าซฯ ส่วนน้ำมันเครื่องบินที่มีการใช้เพิ่มขึ้นก็เป็นผลจากสายการบินต้นทุนต่ำ(โลว์คอสต์แอร์ไลน์)มีเที่ยวบินให้บริการเพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามคาดการณ์ทิศทางราคาน้ำมันดิบในปีนี้ยังเคลื่อนไหวอยู่ที่ 40-50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล” นายทวารัฐ กล่าว







