
ระวัง จีน-อียู ป่วน ‘ค่าบาท’ ยาว
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังความผันผวนของตลาดเงินโลกที่คาดว่าจะดำรงอยู่ในปีหน้าตลอดทั้งปี ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดการเงินของไทยทั้งในเรื่องค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย และการลงทุนในต่างประเทศ
กอบศักดิ์ ระบุว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่สะท้อนว่า ตลาดการเงินโลกกำลังตกอยู่ในภาวะปั่นป่วน ประกอบด้วย เหตุการณ์ที่ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงวันเดียว 5% เมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา จากคำพูดของ มาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป ที่ว่าอีซีบีมีแผนที่จะพิจารณาผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) เพิ่มเติม ในการประชุมคณะกรรมการครั้งหน้าในเดือน ธ.ค. 2558
หลังจากนั้นอีกวัน ธนาคารกลางจีนได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งปรับลดสัดส่วนเงินทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ (อาร์อาร์อาร์) ลงอีก 0.50%
ทั้งสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยุโรปไปต่อไม่ได้ และกว่าจะฟื้นตัวก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปี ขณะที่เครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยุโรปมีไม่มาก เหลือเพียงการทำคิวอีเพิ่มเติม เพราะอัตราดอกเบี้ยของยุโรปต่ำลงมากจนไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้อีก
สำหรับจีนการลดดอกเบี้ยและลดเงินทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์มาจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง จากเดิมที่ปีนี้เคยคาดว่าจะเติบโต 8% ต่อมาก็ขยายตัวต่ำกว่า 8% และยังต่ำกว่า 7% ในบางช่วง ทำให้รัฐบาลจีนต้องทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม จีนจะผิดกับกลุ่มประเทศยุโรป เพราะจีนยังเหลือเครื่องมืออีกมาก ทั้งการลดดอกเบี้ย การลดสัดส่วนทุนสำรองของธนาคาร การผ่อนคลายกฎเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ และยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมาก รวมทั้งการลดค่าเงินหยวน
“การที่จีนยังเหลือเครื่องมืออีกมาก ขณะที่เศรษฐกิจยังชะลอตัว ทำให้ประเมินว่าปีหน้าจีนจะนำมาตรการต่างๆ ที่ยังมีอยู่มากออกมาดูแลเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดการเงินโลกและตลาดการเงินของไทยอย่างแน่นอน” กอบศักดิ์ ระบุ
ปัจจัยข้างต้น กอบศักดิ์ ประเมินว่าจะส่งผลให้เกิดความปั่นป่วนของตลาดเงินโลกในปี 2559 ทั้งปี ซึ่งจะส่งผลต่อค่าเงินบาทโดยตรง ซึ่้งยังไม่นับเรื่องนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และนักลงทุนของประเทศไทย ต่างต้องเพิ่มความระมัดระวัง และต้องทำใจกับค่าเงินบาทที่อาจจะอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว หรือผู้ที่นำเข้าสินค้าจากยุโรป จะพบกับภาวะค่าเงินยุโรปผันผวนเหมือนที่เกิดขึ้นในวันที่ 22 ต.ค. ที่ค่าเงินยูโรอ่อนค่าวันเดียว 5% จนผู้นำเข้าสินค้าก่อนหน้านี้เสียเปรียบ
ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องระวังมีทั้งผู้ที่ไปลงทุนในกองทุนที่ลงทุนพันธบัตรและสินทรัพย์ในต่างประเทศ ทั้งพันธบัตรจีนและยุโรป รวมทั้งการลงทุนอุตสาหกรรมต่างๆ ในยุโรปและจีน ที่หากเป็นการผลิตเพื่อขายในประเทศนั้นๆ จะต้องเผชิญความเสี่ยงจากค่าเงินสกุลท้องถิ่นที่ได้รับเป็นระยะสั้นๆ ในขณะที่การลงทุนของไทยในกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เวียดนาม เมียนมา) จะไม่ได้รับผลกระทบดังกล่าว
“นักลงทุนไทยยังคงไปลงทุนในจีนและยุโรปได้ เพียงแต่ต้องรับมือกับความผันผวนของค่าเงินท้องถิ่นในระยะสั้นๆ ไว้” กอบศักดิ์ ระบุ
ด้าน จิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่าค่อนข้างมีเสถียรภาพ แม้ว่าจะมีการตัดสินนโยบายการเงิน 2 เรื่องใหญ่ ได้แก่ การประชุมธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และการประชุมธนาคารกลางจีน
อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ตลาดยังคงติดตามผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) รวมทั้งการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน ซึ่งจะมีการหารือกันถึงแผนพัฒนาประเทศระยะ 5 ปีข้างหน้า
ด้านนักค้าเงินธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทปิดตลาดวันที่ 26 ต.ค. ที่ 35.50/52 บาท/เหรียญสหรัฐ แข็งค่าเล็กน้อยจาก 35.60 บาท/เหรียญสหรัฐ เมื่อเปิดตลาด โดยตลาดกำลังประเมินผลกระทบการลดดอกเบี้ยและลดเกณฑ์การตั้งสำรองของจีน รวมทั้งจับตานโยบายการเงินของสหรัฐและญี่ปุ่น







