posttoday
น้องใหม่หมุนเงินไอพีโอ ขับเคลื่อนธุรกิจสร้างกำไร

น้องใหม่หมุนเงินไอพีโอ ขับเคลื่อนธุรกิจสร้างกำไร

26 ตุลาคม 2558

โดย...ทีมข่าวหุ้น-ตลาดทุนโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวหุ้น-ตลาดทุนโพสต์ทูเดย์

หุ้นบริษัท เอสซีไอ อีเล็คตริค (SCI) หุ้นไอพีโอตัวล่าสุดเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา จากราคาจอง 5.90 บาท วันแรกขึ้นไปสูงสุด 8.30 บาท มูลค่าซื้อขายเฉียด 6,000 ล้านบาท เพียง 8 วันทำการเท่านั้น ราคาหุ้นจ่อรอ 10 บาท กลายเป็นหุ้นมหาชนที่ถูกพูดถึงมากตัวหนึ่งในเวลานี้ ด้วยมูลค่าซื้อขายแต่ละวันไม่เคยต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท หรือติด 1 ใน 10 หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุดของวัน บางวันลอยลมขึ้นไปติดอันดับ 1

“เกรียงไกร เพียรวิทยาสกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCI ดีใจไม่น้อยที่นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานของหุ้นน้องใหม่ตัวนี้ หลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว มีนักลงทุนให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมกิจการ รวมทั้งสถาบัน-กองทุน ต้องการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนหุ้น โดยให้เหตุผลว่า SCI เป็นบริษัทที่ลงทุนในประเทศเกิดใหม่

ธุรกิจของ SCI มีรากฐานแข็งแรงและแผนการลงทุนในอนาคตที่ชัดเจน ธุรกิจแยกออกได้เป็น 4 ขา คือ 1.การผลิตตู้ไฟ-รางสายไฟ 2.การผลิตเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง เสาโทรคมนาคม บริการชุบสังกะสี 3.ธุรกิจติดตั้งรับเหมาระบบไฟฟ้าแรงสูง ระบบไฟฟ้าจำหน่ายที่ประเทศลาว และ 4.การลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำที่ลาว ขนาด 3.2 เมกะวัตต์

หากมองภาพการทำธุรกิจของ SCI น่าจะเป็นการผสมผสานธุรกิจของ กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง + เอื้อวิทยา + อาซีฟา = SCI

ขณะที่แผนลงทุนใหม่ๆ มีอย่างต่อเนื่อง ทำให้งานในมือรับรู้รายได้ไปถึงปี 2560 เช่น งานผลิตเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งล่าสุดได้งานมูลค่า 550 ล้านบาท และอีก 2 งานของ กฟผ.มูลค่า
กว่า 1,000 ล้านบาท รอฟังผลหลังการประมูล และยังมีงานผลิตเสาไฟฟ้าและโทรคมนาคมให้ประเทศอินโดนีเซียในต้นปี 2559 และงานต่างประเทศจากลาว ซึ่งเป็นงานระบบไฟฟ้าจำหน่าย งานติดตั้งเสาไฟฟ้าแรงสูงและเสาโทรคมนาคม

ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2559 จะเห็นผลรายได้ที่เติบโตโดดเด่นทั้งรายได้จากในประเทศและต่างประเทศ จะเห็นการเติบโตของรายได้ก้าวกระโดดในปี 2560-2561 ฉะนั้นราคาหุ้นขณะนี้ถือว่าเหมาะกับปัจจัยพื้นฐาน และค่อนข้างต่ำหากเทียบกับรายได้ที่จะเติบโตในอีก 3 ปีข้างหน้า

เกรียงไกร ให้คำนิยามหุ้น SCI ว่าเป็นหุ้นน้องใหม่ ปัจจัยพื้นฐานขนาดกลาง การที่นักลงทุนให้ความเชื่อมั่น เป็นกำลังใจให้ “เกรียงไกร” และทีมบริหารตั้งใจทำงานมากขึ้น ทำให้ SCI เติบโตขึ้นไป จากทายาทรุ่น 3 ส่งต่อให้รุ่น 4 ด้วยความระมัดระวังไม่ทำให้บริษัทมีปัญหาเหมือนอดีตที่ผ่านมา ตั้งใจทำงานและพัฒนาขยายธุรกิจต่อเนื่องไปเมียนมา

“บริษัทไม่ต้องการให้มีตัวเร่งปฏิกิริยาแปลกๆ กับหุ้น ผมดีใจและภูมิใจที่เราเป็นบริษัทน้องใหม่ที่สถาบัน กองทุน ให้ความสนใจติดต่อเข้ามาขอเยี่ยมชมกิจการและเก็บหุ้น SCI เพิ่ม และผู้ถือหุ้นใหญ่ครอบครัวผมจะไม่ขายหุ้นออก” เกรียงไกร กล่าว

บริษัท มาสเตอร์คูล (KOOL) หุ้นขนาดเล็กในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ หรือ mai ที่เข้าซื้อขายก่อนหน้า วันที่ 23 ก.ย. ราคาจอง 1.80 บาท ปัจจุบันยืนเหนือจองและไม่ได้เป็นหุ้นหลับ ซึ่งดูจากมูลค่าซื้อขายแล้ว นักลงทุนยังให้ความสนใจแวะเวียนเข้ามาเก็งกำไร

หากดูธุรกิจ KOOL แล้วตลอด 13 ปีของการเปิดกิจการ การเติบโตของรายได้แต่ละปีมีมาต่อเนื่อง ปีที่ผ่านมารายได้โต 40% และปีนี้น่าจะโตได้อย่างน้อย 30% ตามเป้ารายได้ที่วางไว้ 600 ล้านบาท ส่วนการรับรู้กำไรจะรับรู้เมื่อขายสินค้าตามหลักการบัญชี ส่วนนี้การขาดทุนในไตรมาสแรกจำนวน 6.31 ล้านบาท เป็นเพราะการส่งสินค้าเข้าไปวางขายในห้างสรรพสินค้า มีค่าใช้จ่ายการตลาดทันที

“นพชัย วีระมาน” เจ้าของผู้ถือหุ้นใหญ่และกรรมการผู้จัดการ คาดการณ์ปี 2559 รายได้ยังมีอัตราการเติบโตที่ดีไม่แพ้ปีก่อนๆ จากการขยายตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องทำความเย็นสู่ตลาดล่างให้มากขึ้น ผ่านทางช่องทางจำหน่าย และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยใช้ระบบผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิตเป็นการเพิ่มกำลังซื้อมากขึ้น

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทหลายแห่ง รวมถึงบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเพิ่มช่องทางในการจัดจำหน่าย โดยเฉพาะผู้ซื้อที่เป็นประชาชนทั่วไป ซึ่งจะตัดสินใจซื้อสินค้าเร็วกว่าองค์กรหรือภาคธุรกิจ ที่เห็นการชะลอคำสั่งซื้ออย่างชัดเจนในสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว เพราะต้องระมัดระวังการใช้จ่าย

นอกจากนี้ ยังเติบโตได้จากการขยายตลาดต่างประเทศในอาเซียนในอีก 3 ปีข้างหน้า จากตัวแทนจำหน่ายที่เข้าใจการทำตลาดและธุรกิจมากขึ้น ซึ่งตลาดต่างประเทศมีสัดส่วนยอดขาย 15% ของยอดรายได้ จะเพิ่มขึ้นเป็น 20% การขายผ่านช่องทางจำหน่าย 60% และ 30% เป็นการขายลูกค้าองค์กร โดยรายได้เกือบทั้งหมดมาจากสินค้าเครื่องทำความเย็นเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ทำความเย็นมีช่วงเวลาการขายตามสภาพอากาศ ยอดขายจะพุ่งกระฉูดในช่วงหน้าร้อน ซึ่งประเทศไทยร้อนอบอ้าวมากขึ้น ขณะเดียวกันช่วงหน้าหนาว หน้าฝน ความต้องการสินค้าทำความเย็นลดลง เป็นความเสี่ยงของธุรกิจทำให้ยอดขายช่วงครึ่งปีหลังลดลง รวมทั้งความผันผวนของค่าเงินหยวนของจีนและค่าเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่ง KOOL ส่งสินค้าที่ขายผู้บริโภคไปผลิตที่ประเทศจีน โดยบริษัทเป็นผู้ควบคุมคุณภาพ ส่วนสินค้าที่ผลิตให้กับภาคธุรกิจ โรงงานอุตสาหกรรม บริษัทเป็นผู้ผลิตเองที่ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี

ไม่เฉพาะเครื่องทำความเย็นดับร้อนเท่านั้น KOOL ได้แตกไลน์ผลิตภัณฑ์โดยใช้นวัตกรรมใหม่ๆ เช่น เครื่องล้างผักใช้โอโซนในการล้างผัก ผลิตและขายผ่านบริษัทย่อยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มยอดขายให้หลากหลายขึ้น 

“ส่วนราคาหุ้นของ KOOL ที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายที่หนาตานั้น ไม่ทราบเหตุผลจริงๆ แต่เมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ได้พาลูกค้ามาพบและขอข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจการลงทุน” นพชัย กล่าว

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน