
บาทแข็ง หรือ บาทอ่อน... จับตาการประชุมสหรัฐสัปดาห์นี้
โดย...พรวลี พิลาวรรณ
โดย...พรวลี พิลาวรรณ
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.50-35.90 ในสัปดาห์นี้ เงินบาทมีแนวโน้มซื้อขายในกรอบกว้างขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลต่อค่าเงินอย่างมีนัยสำคัญ อย่างการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 27-28 ต.ค.นี้
ขณะนี้ตลาดซื้อขายสัญญาดอกเบี้ยเฟดล่วงหน้าสะท้อนว่านักลงทุนมองโอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเดือน ต.ค. อยู่ที่ 6% และเดือน ธ.ค. 32% แม้ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ต.ค.
จะมีน้อย แต่หากเฟดให้น้ำหนักกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐเป็นสำคัญ
กสิกรฯ มองว่าเฟดน่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ แต่หากเฟดยังให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวที่เปราะบางของเศรษฐกิจโลกมากกว่า ก็มีความเป็นไปได้ว่าเฟดอาจเลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปเดือน ธ.ค.ได้ ดังนั้นก่อนการประชุมเราจึงอาจเห็นค่าเงินเหรียญสหรัฐเคลื่อนไหวอยู่ในแนวโน้มที่แข็งค่าได้
สำหรับสิ่งที่ต้องจับตาในการประชุมครั้งนี้ ก็คือ เฟดจะมีการส่งสัญญาณกับตลาดอย่างไรบ้างผ่านแถลงการณ์การประชุม ซึ่งหากเฟดมีการเปลี่ยนถ้อยคำแตกต่างออกไปจากเดิม โดยกลับมาให้น้ำหนักกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐเป็นสำคัญและผ่อนคลายความกังวลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกบ้างแล้ว
เราคาดว่าน่าจะหนุนให้เงินเหรียญสหรัฐกลับมาแข็งค่าได้ และกดดันให้สกุลเงินอื่นๆ โน้มอ่อนค่าลง แต่หากแถลงการณ์ของเฟดยังสะท้อนความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกอยู่ ค่าเงินเหรียญสหรัฐน่าจะชะลอการแข็งค่าไปก่อน และส่งผลให้สกุลเงินสินทรัพย์เสี่ยงกลับมารีบาวด์แข็งค่าในช่วงสั้นๆ ได้
ตามการคาดการณ์ว่าเฟดอาจเลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปจนกว่าจะแน่ใจว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐจริงๆ
สำหรับปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขการส่งออกไทยและตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ต.ค.จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงอัตราเงินเฟ้อจากยูโรโซนและญี่ปุ่น และการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น
ในสัปดาห์ก่อน เงินบาทปรับอ่อนค่าลงตลอดสัปดาห์ หลังเปิดตลาดที่ระดับ 35.33 และเคลื่อนไหวอ่อนไหวขึ้นเล็กน้อยในช่วงต้นสัปดาห์ หลังการรายงานจีดีพีไตรมาส 3/2015 ของจีน ที่แม้ว่าจะออกมามากกว่าตลาดคาดที่ 6.9% เทียบปีต่อปี (ตลาดคาด 6.8% YoY)
แต่ก็เป็นการชะลอตัวมากที่สุดตั้งแต่ช่วงเกิดวิกฤตปี 2552 ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากการรายงานตัวเลขตลาดบ้านของสหรัฐที่ออกมาดี โดยยอดสร้างบ้านใหม่เห็นการกลับมาขยายตัวสูงถึง 6.5% เทียบเดือนต่อเดือน ในเดือน ก.ย. หลังจากที่หดตัว 2 เดือนติดต่อกัน ทำให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าไปแตะระดับ 35.47 ได้หลังการรายงานตัวเลขดังกล่าวในตลาดนิวยอร์ก
นอกจากนี้ ภาพเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียที่อ่อนแออยู่ขณะนี้ ยังกลับมาเป็นปัจจัยที่กดดันสกุลเงินเอเชียโดยรวม เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวย่อลงมาอยู่ระดับต่ำที่สุดในรอบ 3 สัปดาห์ และต่ำกว่า 48 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งจะยังส่งผลกระทบเชิงลบต่อประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย
ประกอบกับตลาดหุ้นจีนที่ปรับลดลงระหว่างวันกว่า 3% กดดันจิตวิทยานักลงทุนในเอเชียด้วย ค่าเงินบาทปรับตัวจึงอ่อนค่าตามสกุลเงินภูมิภาคที่อ่อนค่าไปแล้วในช่วงก่อนหน้า และเคลื่อนไหวมาที่ระดับอ่อนค่ามากที่สุดที่ 35.67 ก่อนจะย่อลงมาปิดตลาดที่ระดับ 35.61 ในช่วงท้ายสัปดาห์
เงินเยนเปิดตลาดที่ 119.47 ค่าเงินเยนโน้มอ่อนค่าลงเล็กน้อยในสัปดาห์นี้ หลังปัจจัยที่ขับเคลื่อนค่าเงินมาจากปัจจัยจากสหรัฐ ได้แก่ การรายงานตัวเลขตลาดบ้านสหรัฐ ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี และการขยายตัวมากกว่าคาดของยอดสร้างบ้านใหม่สหรัฐเดือน ก.ย.
ส่วนปัจจัยในประเทศเอง ได้แก่ การรายงานตัวเลขการค้าของญี่ปุ่นเดือน ก.ย. ที่สะท้อนภาคการส่งออกยังอ่อนแอ และกดดันให้ค่าเงินเยนปรับอ่อนค่าไปแตะระดับ 120 ได้ ช่วงท้ายสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 119.72 ก่อนปิดตลาด
เงินยูโรเปิดตลาดที่ 1.1349 และเคลื่อนไหวค่อนข้างทรงตัวตลอดสัปดาห์ ช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินยูโรได้รับแรงหนุนจากตัวเลขสินเชื่อของยูโรโซนไตรมาส 3/2015 ที่ปรับตัวดีขึ้นจากการดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) หลังธนาคารพาณิชย์มีการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น ทำให้ค่าเงินยูโรปรับแข็งค่าขึ้นไปแตะระดับ 1.1386 ได้
ทั้งนี้ การแข็งค่าของเงินยูโรเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากนักลงทุนรอติดตามการประชุมธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่เกิดขึ้นในช่วงท้ายสัปดาห์ แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ได้คาดว่าอีซีบีจะออกมาผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมครั้งนี้ แต่กลับมองว่าจะส่งสัญญาณว่าพร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจหากจำเป็น โดยมองโอกาสในการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจในการประชุมรอบเดือน ธ.ค.มีความเป็นไปได้มากที่สุด ส่วนทางเลือกในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมนั้นมีหลายทางเช่นกัน ไม่ว่าเป็นการขยายระยะเวลาการทำคิวอี ขยายจำนวนการเข้าซื้อสินทรัพย์ในแต่ละเดือน ขยายการซื้อสินทรัพย์ให้หลากหลายมากขึ้น รวมถึงการลดอัตราดอกเบี้ยลงเพิ่มเติม
สำหรับตลาดพันธบัตรสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการออกและเสนอขายหุ้นกู้ตลาดแรกของบริษัทใหญ่ๆ ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ ซึ่งไม่ได้จัดทำอันดับความน่าเชื่อถือออกเสนอขายให้กับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ เป็นรุ่นอายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.85% มูลค่า 1,500 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท ปตท. อันดับความน่าเชื่อถือ AAA ออกเสนอขายให้กับผู้ลงทุนทั่วไป อายุ 6 ปี 27 วัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.50% มูลค่า 4,200 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีการออกและเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัท แสนสิริ อันดับความน่าเชื่อถือ BBB ออกเสนอขายให้กับผู้ลงทุนทั่วไป อายุ 3.5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.90% มูลค่า 1,000 ล้านบาท
สำหรับการประมูลพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 5 ปี จำนวน 2 หมื่นล้านบาท ในวันพุธ ซึ่งเป็นการประมูลครั้งแรกตั้งแต่เริ่มปีงบ ประมาณ 2559 หลังจากไม่มีการประมูลมาเป็นเวลา 3 สัปดาห์ โดยนักลงทุนได้ขายทำกำไรพันธบัตรและหุ้นกู้ออกมาก่อนหน้าการประมูล ทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรและหุ้นกู้ปรับขึ้นในช่วงต้นของสัปดาห์ และค่อนข้างทรงตัวในระหว่างสัปดาห์







