
ประเมินรายได้รับสุทธิต่อเดือน ในการยื่นขอกู้...ย้ำคำว่า ‘สุทธิ’
ตามที่รัฐบาลได้ออกมาตรการการเงินการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจาก 1.ภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยซึ่งส่งผลให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยลดลง 2.ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศในภาพรวมมีจำนวนที่อยู่อาศัยพร้อมขาย ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโด ทาวน์เฮาส์ คงค้างจำนวนมากทั้งในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งเมืองสำคัญในภูมิภาค เช่น พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ อุดรธานี และขอนแก่น เป็นต้น
ตามที่รัฐบาลได้ออกมาตรการการเงินการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจาก 1.ภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยซึ่งส่งผลให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยลดลง 2.ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศในภาพรวมมีจำนวนที่อยู่อาศัยพร้อมขาย ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโด ทาวน์เฮาส์ คงค้างจำนวนมากทั้งในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งเมืองสำคัญในภูมิภาค เช่น พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ อุดรธานี และขอนแก่น เป็นต้น
คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบมาตรการการเงินการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยผู้เขียนขอเน้นที่มาตรการการเงินผ่านธนาคารของรัฐ คือ การสนับสนุนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางให้สามารถกู้ซื้อที่อยู่อาศัยในวงเงินที่สูงขึ้นด้วยเงื่อนไขผ่อนปรน อันจะทำให้กลุ่มผู้ที่ถูกปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยและภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศ
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จึงออกมาตรการเพื่อส่งเสริมการให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อยและปานกลางเพื่อให้ผู้กู้ใช้ในการซื้อที่ดินพร้อมอาคาร ห้องชุด หรือเพื่อปลูกสร้างอาคาร หรือเพื่อซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างอาคาร โดยประมาณการวงเงินให้สินเชื่อรวมเบื้องต้น 1 หมื่นล้านบาท กำหนดระยะเวลารับคำขอและการทำนิติกรรม 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค. 2558 และให้ ธอส.สามารถขยายระยะเวลาได้ตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ ระยะเวลาการกู้ไม่เกิน 30 ปี โดยเกณฑ์หลักประกันเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติงานสินเชื่อของ ธอส. ทั้งนี้การดำเนินมาตรการดังกล่าวจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ทั้งระบบได้ตามที่ตั้งใจไว้
กลุ่มเป้าหมายตามโครงการนี้ คือ “ผู้ที่มีรายได้สุทธิต่อเดือนไม่เกิน 3 หมื่นบาท” ซึ่งรายได้รับสุทธิต่อเดือนมีการคำนวณอย่างนี้นะครับ
1.เอารายได้ทั้งเดือนที่ได้รับทั้งประจำกับที่รับพิเศษ เช่น เงินเดือน ค่าล่วงเวลา เงินจากการทำงานพิเศษ มาเป็นตัวตั้ง รายได้ที่กล่าวต้องมีความแน่นอนระดับหนึ่งไม่ใช่เป็นรายได้แบบวูบวาบรับครั้งเดียวนะครับ สมมติว่ามีเท่ากับ 4.4 หมื่นบาท/เดือน
2.จากนั้นหักลบด้วยภาระในเดือนนั้นๆ ที่ต้องจ่ายออกไป เช่น หักภาษี หักประกันสังคม หักกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สมมติว่าต้องหัก 4,000 บาท/เดือน ดังนั้นเงินรายได้จะเหลือจากตัวอย่าง 4 หมื่นบาท/เดือน
3.หักต่อด้วยจำนวนเงินที่เราต้องไปจ่ายหนี้เดิม หนี้ที่มีอยู่ เช่น เรามีการผ่อนบัตรเครดิต ผ่อนรถยนต์ ผ่อนมอเตอร์ไซค์ ผ่อนบัตรกดเงินสด ผ่อน 0% ทุกสิ่งอันที่ไปก่อไว้ก่อน สมมติว่ารวมผ่อนทั้งหมดของหนี้เดิม 1 หมื่นบาท/เดือน เราก็จะเหลือรายได้รับสุทธิ 3 หมื่นบาท/เดือน
รายได้รับสุทธิต่อเดือน 3 หมื่นบาทนี้แหละเอามาหารสอง หรือแบ่งครึ่งเป็นกองละ 1.5 หมื่นบาท
กองแรก 1.5 หมื่นบาท/เดือน เอาไว้ใช้จ่ายต่อวัน วันละ 400 บาท คิดเป็น 1.2 หมื่นบาทครับ ที่เหลือ 3,000 บาท เก็บออมไว้รองรับกรณีฉุกเฉิน
กองที่สอง 1.5 หมื่นบาท/เดือน ก็เอาไปผ่อนที่อยู่อาศัยตามโครงการซึ่งสามารถกู้ได้สูงสุด 3 ล้านบาท
ดังนั้น รายได้รับสุทธิเมื่อเอามาหารสอง ก็คือยอดผ่อน จากยอดผ่อนก็เอาไปกำหนดวงเงินกู้ครับ คิดง่ายๆ ยอดผ่อน 5,000 บาท/เดือน กู้ได้สูงสุด 1 ล้านบาท ในระยะเวลา 30 ปีครับ
ท่านที่จะไปยื่นขอกู้ต้องคำนวณรายได้รับสุทธิของท่านต่อเดือนก่อนนะครับ มันสำคัญตรงนี้แหละครับ







