
บล.ฟิลลิปมองปี'59 ลงทุนยาก
บล.ฟิลลิป มองปีหน้าลงทุนยาก แนะจัดพอร์ตลงทุน จังหวะซื้อหุ้นเฮลท์แคร์ราคาย่อตัว
บล.ฟิลลิป มองปีหน้าลงทุนยาก แนะจัดพอร์ตลงทุน จังหวะซื้อหุ้นเฮลท์แคร์ราคาย่อตัว
นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บรรยากาศการลงทุนในปี 2559 คงจะไม่แตกต่างจากปีนี้ ซึ่งการเลือกลงทุนจะยาก เนื่องจากตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมามากทำให้สัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) แต่ละตลาดไม่ถูกแล้ว ขณะที่หุ้นไทยพี/อี 15 เท่า เมื่อเทียบกับก่อนเกิดวิกฤตปี 2551 พี/อีประมาณ 11-12 เท่า
“เรายังแนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตการลงทุน เพื่อกระจายความเสี่ยง เนื่องจากตลาดหุ้นหลายแห่งปรับตัวขึ้นมาจนมีราคาสูงแล้ว” นายสานุพงศ์ กล่าว
สำหรับพอร์ตการลงทุนที่แนะนำ ได้แก่ หุ้นไทย 30% หุ้นต่างประเทศ 30% แนะนำตลาดหุ้นยุโรป, หุ้นเฮลท์แคร์และตลาดหุ้นจีน และที่เหลือ 40% ลงทุนในตราสารหนี้
นายสานุพงศ์ กล่าวว่า ในส่วนของหุ้นต่างประเทศมองว่าหุ้นเฮลท์แคร์ หรือหุ้นสุขภาพทั่วโลกน่าสนใจเข้าไปลงทุน หลังจากราคาหุ้นปรับตัวลดลงประมาณ 18% หากดูย้อนหลังพบว่าแต่ละรอบการปรับตัวลงของหุ้นเฮลท์แคร์อยู่ที่ประมาณ 10-20% จึงเป็นจังหวะเข้าลงทุนรับเมกะเทรนด์ของโลกที่จะมีคนสูงอายุเพิ่มขึ้นใน 20-30 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม มองว่าหุ้นเฮลท์แคร์มีความผันผวนมาก เนื่องจากมีการลงทุนในหลากหลายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ โดยเฉพาะธุรกิจไบโอเทค ซึ่งเกี่ยวกับการวิจัยที่มีโอกาสสำเร็จและไม่สำเร็จ จึงมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ดังนั้นพอร์ตการลงทุนของกองทุนที่ลงทุนในธุรกิจไบโอเทคในสัดส่วนที่สูงก็จะมีความเสี่ยงมากกว่ากองทุนที่มีน้ำหนักลงทุนในธุรกิจนี้น้อย อย่างกองทุนเปิดกรุงศรีเฮลธ์แคร์ เป็นต้น
สำหรับทองคำมองว่ายังเป็นแนวโน้มขาลง แม้ราคาจะปรับตัวขึ้นมาบ้าง แต่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งทำให้ค่าเงินสหรัฐแข็งค่าขึ้นจึงไม่เป็นผลดีต่อราคาทองคำ จึงยังไม่น่าสนใจ แม้ที่ผ่านมาคนเริ่มกังวลว่าจะเกิดสงครามแต่ราคาทองคำก็ไม่ได้สะท้อนความกังวลดังกล่าว แต่จะให้น้ำหนักที่ค่าเงินสหรัฐมากกว่า
นายสานุพงศ์ กล่าวว่า ด้านราคาน้ำมันมองว่าสามารถจับจังหวะทำกำไรเป็นรอบๆ ได้หากราคาขึ้นไปใกล้ 54-55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แนะนำให้ขาย เพราะเป็นแนวต้านสำคัญ แต่ถ้าลงมาแล้วไม่หลุด 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล น่าสนใจเข้าซื้อและไม่คิดว่าราคาจะลงไปสู่จุดต่ำสุดเดิมแถว 30 กว่าเหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
“หุ้นยุโรปและหุ้นเฮลท์แคร์ยังถือลงทุนได้ 1 ปี แล้วค่อยมาดูกันใหม่ ส่วนหุ้นจีนต้องถือระยะยาว 3 ปีขึ้นไป ส่วนญี่ปุ่นและสหรัฐหากลงทุนอยู่แล้วแนะนำให้ถือ แต่ไม่แนะให้ซื้อเพิ่ม เนื่องจากการขึ้นของหุ้นญี่ปุ่นเริ่มจำกัด กองทุนบำเหน็จบำนาญเพิ่มสัดส่วนหุ้นใกล้เต็มแล้ว และต้องรอดูผลจากธนูดอกที่ 3 ซึ่งต้องใช้เวลา” นายสานุพงศ์ กล่าว
ปัจจุบัน บล.ฟิลลิปมีลูกค้าที่ซื้อกองทุนรวมผ่านบัญชีซูเปอร์มาร์ทจำนวน 8,500 บัญชี มูลค่าสินทรัพย์รวม 1.1 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะมาจากเงินเข้าซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) ช่วงปลายปี







