
ประกันภัยไทยลุ้นโต 4.7%
โดย...ทีมข่าวการเงิน-ประกันโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงิน-ประกันโพสต์ทูเดย์
เศรษฐกิจไทยถือว่ายังมีปัจจัยบวก เมื่อมองจากการลงทุนของรัฐบาล และการท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นแรงสนับสนุนสำคัญ คาดว่าจากสถานการณ์ปัจจุบันสามารถส่งผลให้ธุรกิจประกันภัยสิ้นปี 2558 เติบโตได้ประมาณ 4.73% แบ่งเป็นธุรกิจประกันชีวิตเติบโต 5.66% และธุรกิจประกันวินาศภัยเติบโต 2.49% นี่เป็นตัวเลขประมาณการล่าสุดจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ต่อมุมมองในธุรกิจประกันภัยของไทยหลังจากก่อนหน้านี้ ทางสมาคมประกันชีวิตไทยเองก็ได้ประกาศปรับเป้าการเติบโตในปีนี้ใหม่ให้เหลือการเติบโตเพียง 7% หรือมีเบี้ยรับรวมประมาณ 5.39 แสนล้านบาท จากต้นปีที่ตั้งเป้าการเติบโตไว้ถึง 13% หรือมีเบี้ยรับรวมประมาณ 5.71 แสนล้านบาท
ขณะเดียวกัน ทางสมาคมประกันวินาศภัยไทยก็ได้ปรับเป้าการเติบโตของธุรกิจประกันวินาศภัยในปีนี้ใหม่เหลือ 1.59% หรือมีเบี้ยประมาณ 2.08 แสนล้านบาท จากเป้าเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 8% หรือประมาณ 2 เท่าของจีดีพี ซึ่งก็เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
อำนาจ วงศ์พินิจวโรดม ผู้ช่วยเลขาธิการ สายพัฒนาและวิเคราะห์ระบบการตรวจสอบ คปภ. กล่าวว่า สำหรับภาวะธุรกิจประกันภัยในช่วง 8 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-ส.ค.) ธุรกิจประกันภัยในช่วงนี้มีอัตราการเติบโตในอัตราที่ดีขึ้น โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 4.78 แสนล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 3.67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยจากธุรกิจประกันชีวิต 3.43 แสนล้านบาท เติบโต 4.42% สำหรับการประกันชีวิตที่มีเบี้ยประกันภัยรับสูงสุด คือ การประกันชีวิตประเภทสามัญ 2.94 แสนล้านบาท เติบโต 4.66% รองลงมาประเภทกลุ่ม 39,959 ล้านบาท เติบโต 4.81% และประเภทอุตสาหกรรม 4,832 ล้านบาท ลดลง 6.95%
ส่วนธุรกิจประกันวินาศภัยทำเบี้ยได้ 1.35 แสนล้านบาท เติบโต 1.84% อย่างไรก็ตามสำหรับการประกันภัยรถ เบี้ยประกันภัยรับสูงสุดอยู่ที่ 79,274 ล้านบาท เติบโตเล็กน้อยที่ 0.94%
แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยจากการประกันภัยรถภาคสมัครใจ 68,332 ล้านบาท และจากการประกันภัยรถภาคบังคับ 10,942 ล้านบาท รองลงมาการประกันภัยเบ็ดเตล็ด 45,684 ล้านบาท เติบโต 4.49% และการประกันอัคคีภัย 7,102 ล้านบาท ลดลง 3.91%
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสินทรัพย์รวมมีจำนวน 2.94 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% สินทรัพย์ลงทุน 2.66 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.83% มีหนี้สินรวมทั้งสิ้น 2.22 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.36% มีหนี้สินต่อผู้เอาประกันภัย 2.02 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.52% ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นมี 7.14 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.41%
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ทาง คปภ.จะเร่งผลักดันประกันภัยสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี รวมทั้งไมโครอินชัวรันส์ เพื่อรองรับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางให้มีโอกาสเข้าถึงระบบประกันภัยมากขึ้นอีกด้วย
โดยทาง คปภ.อยู่ระหว่างการออกแบบประกันภัยสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งที่ผ่านมาได้เปิดช่องให้บริษัทประกันภัยให้ส่วนลดเบี้ยได้สูงสุด 30% กรณีซื้อความคุ้มครองอัคคีภัยและประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน
และต่อไปจะมีการปรับปรุงราคาเบี้ยประกันภัยหลัก อย่างอัคคีภัยและความเสี่ยงภัยทรัพย์สินให้ลดต่ำลงมาอีกเพื่อกลุ่มเอสเอ็มอี รวมถึงจะมีการจัดเบี้ยตามกลุ่มเอสเอ็มอีตามประเภทธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเอสเอ็มอีมากขึ้น
จุดประสงค์เพื่อต้องการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหันมาทำประกันภัยให้มากขึ้น จากปัจจุบันที่มีเพียง 1% ของเอสเอ็มอีทั้งหมด ซึ่งถือว่าต่ำ จึงมีโอกาสในการขยายฐานลูกค้ากลุ่มนี้ได้อีกมาก
ขณะเดียวกัน ก็จะมีการผลักดันแบบประกันไมโครอินชัวรันส์หรือประกันภัยรายย่อยอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2559 ไมโครอินชัวรันส์จะยังโตได้มากกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีนี้ เนื่องจากมีหลายปัจจัยบวกสนับสนุน โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในกลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของไมโครอินชัวรันส์
“จากปีที่ผ่านๆ มา คปภ.ตั้งเป้าการเติบโตของไมโครอินชัวรันส์อยู่ที่ 10% แต่ปีหน้าเป็นปีแรกที่เราคาดว่าจะโตได้ดีสูงกว่า 10% โดยตัวแปรหลักมาจากนโยบายภาครัฐเรื่องของกองทุนหมู่บ้านกลุ่มนี้ จะเป็นกลุ่มใหม่ที่เข้ามาสู่ระบบประกันภัย” จรัญ สอนสวัสดิ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สายส่งเสริม คปภ. กล่าว
อย่างไรก็ตาม สำหรับในปีนี้ คปภ.ยังเชื่อมั่นว่า ยอดกรมธรรม์ไมโครอินชัวรันส์จะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 10% จากปีก่อน โดยช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.) กรมธรรม์ประกันภัย ไมโครอินชัวรันส์ มีจำนวน 731,242 กรมธรรม์ ใกล้เคียงเป้าหมายที่คาดไว้ 1 ล้านกรมธรรม์อย่างแน่นอน







