
บอร์ดปตท.คุมเข้มบริษัทลูก
ประธานบอร์ด ปตท.สั่งคุมเข้มการลงทุนบริษัทลูกเกิน 5,000 ล้าน
ประธานบอร์ด ปตท.สั่งคุมเข้มการลงทุนบริษัทลูกเกิน 5,000 ล้าน
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานกรรมการ บริษัท ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า หลังจากนี้เป็นต้นไป บริษัท ปตท. จะมีความเข้มงวดสำหรับการลงทุนในกลุ่ม ปตท.ทั้งหมดให้มากขึ้นกว่าเดิม หลังเกิดกรณีการขาดทุนจากธุรกิจปาล์มในอินโดนีเซีย จนส่งผลให้เกิดความเสียหายราว 2 หมื่นล้านบาท โดยจากนี้ไปหากบริษัท ปตท. และบริษัทลูกทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะลงทุนในโครงการใดที่มีมูลค่าราว 5,000 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องส่งให้คณะกรรมการ (บอร์ด) ปตท.พิจารณา เพื่อความโปร่งใสและมีความรัดกุม
“แม้เวลานี้จะเป็นโอกาสในการซื้อโครงการหากเป็นโครงการที่ดี แต่ก็คงต้องดูให้รอบคอบว่า มีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์หรือไม่ เราไม่ต้องการเข้าไปซื้อโครงการแล้วเกิดปัญหาเหมือนในอดีต กระบวนการขั้นตอนภายใน ปตท.ก็จะมีความรัดกุมมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการลงทุนที่อาจจะไม่มีความคุ้มค่า ดังนั้นขั้นตอนการพิจารณากลั่นกรองก็จะมีความเข้มงวดมากขึ้น มีการติดตามประเมินผลก็จะทำอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ทั้งในส่วนของ ปตท. บริษัทลูก บริษัทในเครือทั้งหมด” นายปิยสวัสดิ์ กล่าว
นายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องคุมเข้มการลงทุนของกลุ่มปตท. เพราะมีปัญหาการลงทุนในธุรกิจปาล์มที่อินโดนีเซีย ล่าสุด ปตท.อยู่ระหว่างดำเนินการฟ้องแพ่งกับอดีตผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่ง ที่พบว่ามีความผิดจากกรณีดังกล่าวเป็นมูลค่าราว 2 หมื่นล้านบาท และเร่งขายพื้นที่ปลูกปาล์มทั้ง 5 แห่งให้หมด ล่าสุดขายได้แล้ว 3 แห่ง มูลค่ากว่า 40 ล้านเหรียญสหรัฐ และได้ให้อดีตผู้บริหารออกไปแล้ว
นายปิยสวัสดิ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงมาในช่วงนี้ จะกระทบต่อโครงการขุดเจาะและผลิตปิโตรเลียมของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) หรือ ปตท.สผ. มากที่สุด อาจต้องประหยัดค่าใช้จ่ายและปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่ำสุด และหลายโครงการอาจต้องมีการด้อยค่าสินทรัพย์ลงไป บางโครงการอาจจะยังไม่คุ้มค่าที่จะผลิต เช่น โครงการออยล์แซนด์ ในแคนาดา
ขณะที่โครงการโมซัมบิก ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการด้อยค่าสินทรัพย์ แต่เชื่อว่าเป็นโครงการสำคัญที่จะป้อนก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) มาเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว







