
ไทยติดท็อปเทนก่อการร้าย ดันเทคโนโลยีปลอดภัยคึก
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
นับวันการก่อการร้ายทั่วโลกจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น และเป็นการก่อการร้ายที่ไม่ได้หวังจะฆ่าผู้นำระดับปะเทศหรือบุคคลสำคัญอีกต่อไป แต่เป็นการก่อการร้ายที่ต้องการสร้างผลกระทบต่อสังคมและคนหมู่มาก ขณะที่ไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดการก่อการร้ายติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และติดอันดับ 1 ในอาเซียน
ชาญยุทธ เจนธัญญารักษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เทเลโทรล วัน ผู้นำเข้าอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย เปิดเผยว่า แนวโน้มอุปกรณ์ดูแลและรักษาความปลอดภัยในไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพและเติบโตได้อีกมาก จากปัจจุบันมีมูลค่าอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยตลาดราว 2-3 หมื่นล้านบาท แต่สินค้าส่วนใหญ่ในตลาดยังเป็นอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีไม่สูงมาก โดยพบว่าทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนติดตั้งอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยเพียงแค่กล่องซีซีทีวีและสัญญาณไฟไหม้ในสัดส่วนถึง 80-90% ที่เหลือ 10-20% เป็นเทคโนโลยีระดับกลางเท่านั้น
ทั้งนี้ หลังจากเกิดเหตุวางระเบิดบริเวณราชประสงค์เมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งโรงแรม และโดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า หันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนติดตั้งอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยเทคโนโลยีในระดับสูงขึ้น ซึ่งขณะนี้บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์และหน่วยงานของภาครัฐ ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของบริษัทเกือบ 100%
“มีแนวโน้มว่ารัฐบาลจะใช้งบด้านความมั่นคงของประเทศเพิ่มขึ้น จากปกติราว 2.5 หมื่นล้านบาท/ปี เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในประเทศ สร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน รวมทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากต่างประเทศ” ชาญยุทธ กล่าว
ขณะที่แผนธุรกิจ บริษัทหันมารุกขยายกลุ่มธุรกิจอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยภายในเมืองมากขึ้น หลังจากพบว่าเป็นตลาดที่ขยายตัวสูง ล่าสุดเปิดตัวสินค้านำเข้าจากอิสราเอล นำเครื่องตรวจจับสารและวัตถุระเบิดระยะไกล CounterBomber รถสแกนค้นหาระเบิดและอาวุธที่ปกปิดหรือซ่อนไว้ Rapiscan RXV Reflection มาจัดแสดงในงาน Defense & Security 2015 ที่ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 2-5 พ.ย.
สำหรับรายได้บริษัทในปีหน้าตั้งเป้าหมายแตะ 400 ล้านบาท หรือมีอัตราเติบโตเท่าตัวจากปีนี้มีรายได้ราว 200 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้กลุ่มธุรกิจอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยในเมืองเพิ่มจาก 10-20% เป็น 30-40% ส่วนกลุ่มไอทีมีสัดส่วน 80-90% จะเหลือเพียง 60-70% เท่านั้น นอกจากนี้บริษัทยังได้เริ่มขยายธุรกิจกลุ่มอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยตามสนามบิน
การเกิดเหตุวางระเบิดบริเวณย่านราชประสงค์ ส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยกลับมาคึกคักยิ่งขึ้น ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างทุ่มงบประมาณและให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการลงทุนเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยระดับสูง เพราะการก่อการร้าย นอกจากจะทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศด้วย







