
‘บรรยง’กางโรดแมป แผนปฏิรูปตลาดทุน
การปฏิรูปตลาดเงินตลาดทุน เป็นอีกประเด็นที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ หยิบยกขึ้นมาพูดในเวที โพสต์ ฟอรัม 2015 แม้ว่าจะพูดในหลักการ แต่ก็ต้องจับตาว่าจะมีความเคลื่อนไหวที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงตลาดเงินตลาดทุนมากน้อยเพียงใด
การปฏิรูปตลาดเงินตลาดทุน เป็นอีกประเด็นที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ หยิบยกขึ้นมาพูดในเวที โพสต์ ฟอรัม 2015 แม้ว่าจะพูดในหลักการ แต่ก็ต้องจับตาว่าจะมีความเคลื่อนไหวที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงตลาดเงินตลาดทุนมากน้อยเพียงใด
ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องสำรวจระบบตลาดเงินตลาดทุนของประเทศไทยว่าทำหน้าที่ได้ดีพอหรือยัง โดยหน้าที่หลัก คือ เป็นแหล่งระดมและแจกจ่ายทรัพยากร ซึ่งก็คือเงินทุนที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ
บรรยง พงษ์พานิช หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ และที่ปรึกษาทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ยอมรับว่า มีส่วนร่วมในการรื้อแผนพัฒนาตลาดเงินตลาดทุนขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายหลัก คือ ดึงให้ตลาดเงินตลาดทุนกลับเข้าสู่หน้าที่หลัก 2 ประการ ได้แก่ ระบบการชำระเงิน ที่ต้องสะดวก ประชากรเข้าถึงเป็นวงกว้าง และมีต้นทุนต่ำ อีกประการหนึ่ง คือ การจัดสรรทรัพยากรหรือเงินทุนที่ต้องเกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ตลาดเงินตลาดทุนของไทยเปลี่ยนรูปแบบไปมากในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยปี 2543 ตลาดเงินมีขนาด 150% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แต่ปัจจุบันมีขนาดใหญ่ถึง 312% ของจีดีพี หรือประมาณ 42 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ สิ่งที่เปลี่ยนไป คือ สัดส่วนของตลาดเงินตลาดทุน โดยเมื่อ 15 ปีที่แล้วสินเชื่อธนาคารพาณิชย์มีสัดส่วนมากที่สุด 52-53% ของตลาดเงิน แต่ปัจจุบันสัดส่วนลดลงเหลือ 25% เท่านั้น ขณะที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมีสินทรัพย์เติบโตมาทดแทน เพิ่มจาก 4.5 ล้านล้านบาท เป็น 12 ล้านล้านบาท เช่นเดียวกับตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นที่เติบโตขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการปฏิรูปเพื่อให้ต้นทุนการเงินลดลง นั่นหมายถึงต้องยอมให้กำไรธนาคารพาณิชย์ลดลง ไม่ใช่แข่งขันให้กำไรเติบโตสูงเพื่อนักลงทุน ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าต้องใช้กลไกการแข่งขันดีที่สุด โดยเฉพาะการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะทำให้เกิดการแข่งขันผ่านกระบวนการเปิดเสรีทางการเงิน
ขณะที่การพัฒนาตลาดทุน ซึ่งไม่ใช่เน้นเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น แต่ต้องให้ตลาดทุนเป็นแหล่งเงินทุนของภาคธุรกิจทุกระดับ แม้กระทั่งธุรกิจเอสเอ็มอีก็ไม่ควรมีเครื่องมือเพียงตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ
ดังนั้น จะต้องพัฒนาตลาดทุนเพื่อร่วมลงทุน หรือเวนเจอร์ แคปปิตอล โดย 95% ของรูปแบบเวนเจอร์แคปปิตอล คือ การซื้อและควบรวมกิจการ (M&A) เพื่อให้ใหญ่ขึ้น นำมาใช้ได้ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และเอสเอ็มอี เพราะความน่าสนใจของการลงทุนในตลาดทุนไทย คือ ต้องใหญ่พอที่ผู้ลงทุนจะรู้สึกคุ้มค่า และเป็นทางเลือกของเม็ดเงินขนาดใหญ่ได้ ทั้งจากกองทุนต่างชาติและกองทุนของไทย เช่น กองทุนประกันสังคม และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคของ M&A คือ กฎหมายที่ไม่คล่องตัว ต้องยกร่างกฎหมายกันอีกมาก และภาษีที่ไม่ควรจะเก็บ แต่ก็มีการไปเก็บล่วงหน้า เช่น หากธุรกิจจะควบรวม ควรจะเก็บภาษีเมื่อซื้อขายเสร็จแล้ว ไม่ควรเก็บตั้งแต่เริ่มเจรจา เป็นต้น
นอกจากนี้ เวนเจอร์ แคปปิตอล จะทำให้การบริหารธุรกิจของเอสเอ็ม อีมีหลักธรรมาภิบาล ถูกต้อง โปร่งใส เป็นเงินทุนที่มีคุณภาพ มีการใช้ระบบบัญชีที่ถูกต้อง ดังนั้น ในช่วงกระบวนการเวนเจอร์ แคปปิตอล เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสนับสนุนทั้งด้านเงินทุนและองค์ความรู้ในการบริหารธุรกิจให้ยั่งยืน
สำหรับแผนพัฒนาตลาดเงินตลาดทุนเคยถูกหยิบยกมานำเสนอตั้งแต่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่แผนดังกล่าวถูกตีตกไปสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะมีประเด็นที่เป็นความอ่อนไหวและขัดแย้งกับนโยบายส่งเสริมตลาดทุนไทย
แต่ปัจจุบัน ตลาดเงินตลาดทุนไทยค่อนข้างเข้มแข็ง อีกทั้งเป็นยุคที่รัฐบาลชั่วคราวต้องการปฏิรูป ถ้าไม่ใช้โอกาสในเวลานี้ก็อาจจะยากแล้วหากจะมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ ในภาวะที่วิวัฒนาการตลาดเงินตลาดทุนเปลี่ยนแปลงไป







