
PAEเสี่ยงส่วนทุนติดลบ
พีเออีลุ้นระทึกผู้ถือหุ้นยกมือเพิ่มทุน RO ได้ทุนต่อลมหายใจพลิกส่วนผู้ถือหุ้นเป็นบวก
พีเออีลุ้นระทึกผู้ถือหุ้นยกมือเพิ่มทุน RO ได้ทุนต่อลมหายใจพลิกส่วนผู้ถือหุ้นเป็นบวก
นายรัฐชัย ภิชยภูมิ กรรมการบริหาร บริษัท พีเออี (ประเทศไทย) หรือ PAE เปิดเผยว่า ในวันที่ 30 ต.ค. 2558 นี้ จะจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติวาระการเพิ่มทุน เสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิม (RO) จำนวนประมาณ 6,926 ล้านหุ้น อัตรา 1 หุ้นเดิม/ 2.5 หุ้นใหม่ ราคา 0.15 บาท/หุ้น คาดจะได้รับเงินเพิ่มทุนเข้ามาประมาณ 1,039 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากที่ประชุมไม่อนุมัติการเพิ่มทุนจะทำให้ส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัท ณ สิ้นปี 2558 ติดลบต่อเนื่อง จากสิ้นไตรมาส 2 ติดลบ 8 ล้านบาท มีโอกาสทำให้หุ้นถูกขึ้นเครื่องหมาย (SP) ห้ามซื้อขายชั่วคราว เนื่องจากเข้าข่ายถูกเพิกถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และต้องเข้ากระบวนการแผนฟื้นฟูกิจการ
“หวังว่าที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะอนุมัติการเพิ่มทุน เพื่อให้ส่วนผู้ถือหุ้นพลิกกลับมาเป็นบวก และนำเงินไปขยายธุรกิจต่อ ยอมรับว่าจะมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่บางคนไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มทุนรอบนี้ แต่หากทำไม่สำเร็จผู้ถือหุ้นทุกรายจะเสียหายหมด” นายรัฐชัย กล่าว
บริษัทมีความจำเป็นต้องขึ้นเครื่องหมายไม่ได้รับสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน (XR) ในวันที่ 12 ต.ค. 2558 นั้น ก่อนที่จะจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ซึ่งปกติจะขึ้น XR หลังวันที่มีมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นออกมาแล้ว เพื่อดำเนินการการเพิ่มทุนให้เสร็จภายในเดือน ธ.ค. 2558 จึงต้องรีบขึ้นเครื่องหมายก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้หุ้น PAE ถูกขึ้น SP และเข้าข่ายโดนเพิกถอนซึ่งเป็นประโยชน์แก่บริษัทและผู้ถือหุ้นโดยรวม
นอกจากนั้น เงินเพิ่มทุนอีกไม่เกิน 30% นำไปชำระคืนหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ที่ 300 ล้านบาท มีภาระดอกเบี้ยประมาณ 7-8% ต่อปี ส่งผลให้อัตราหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ลดลงจากปัจจุบัน
ที่ 18 เท่าลงเหลือ 1 เท่าหลังการเพิ่มทุน
สำหรับหุ้นที่เหลือจากการเสนอขายผู้ถือหุ้นเดิม บริษัทมีแผนจะเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจง (PP) จึงมั่นใจว่าจะสามารถขายได้ทั้งหมดและเสร็จทันภายในเดือน ธ.ค. 2558 ขณะนี้ได้เริ่มเจรจากับผู้สนใจหลายรายซึ่งเห็นศักยภาพธุรกิจของบริษัท ทั้งบริษัทที่ดำเนินธุรกิจใกล้เคียงกับ PAE ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ และนอกตลาด
นายรัฐชัย กล่าวถึงผลประกอบการย้อนหลังนับจากปี 2556 มีรายได้ประมาณ 900 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิราว 500 ล้านบาท ปี 2557 มีรายได้ 1,183 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 626 ล้านบาท จากการรับงานรับเหมาก่อสร้างอาคารสูง ซึ่งมีผลกระทบต่อเนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมและค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น ซึ่งงานดังกล่าวเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้วในปี 2558 ขณะที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้บริษัทมีรายได้ประมาณ 300 ล้านบาท เริ่มกลับมามีกำไรขั้นต้นเป็นบวกที่ 9 ล้านบาท แต่ยังขาดทุนสุทธิที่ 56 ล้านบาท
คาดทั้งปี 2558 จะมีรายได้ประมาณ 800-1,000 ล้านบาท แต่ยอมรับว่าจะยังมีผลขาดทุนสุทธิอยู่จากการบันทึกค่าใช้จ่ายในงานที่มีอัตรากำไรที่ต่ำรวมถึงมีภาระดอกเบี้ยที่สูง ปีนี้รายได้จากงานธุรกิจประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์โครงสร้างเหล็กท่อใช้กับธุรกิจน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปิโตรเคมีสัดส่วนราว 75% และอีก 25% เป็นรายได้จากงานให้บริการตรวจสอบ
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการปี 2559 จะพลิกกลับมามีกำไรได้ หากบริษัทเพิ่มทุนสำเร็จ ส่งผลให้มีศักยภาพในการขยายงานใหม่เพิ่ม ปัจจุบันมีลูกค้าหลายกลุ่มที่ต้องการให้บริษัทเพิ่มงานบริการ แต่บริษัทมีข้อจำกัดในด้านการลงทุน จึงมีความจำเป็นต้องระดมทุนเพิ่ม เพื่อนำไปปรับปรุงโรงประกอบและเพิ่มอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องจักร ในการให้บริการ รวมถึงจะขยายบริการสู่กลุ่มลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ ที่มีความจำเป็นต้องซ่อมบำรุงระบบเชื้อเพลิงในโรงงาน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากร และปัจจุบันบริษัทได้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายการบริการไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน
ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าในมือประมาณ 1,000 ล้านบาท จะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ราว 500-700 ล้านบาท และส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ บริษัทยังเตรียมลงทุนในธุรกิจจำหน่ายน้ำดิบและน้ำประปาให้กับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมผ่านบริษัทย่อย ตั้งงบลงทุนไว้ประมาณ 300-400 ล้านบาท เพื่อวางท่อน้ำความยาว 60 กิโลเมตร ต่อเข้าไปยังนิคมอุตสาหกรรมและเตรียมงบลงทุนไว้ราว 100 ล้านบาท เพื่อลงทุนตั้งโรงแยกก๊าซแหล่งปิโตรเลียมบนตั้งเป้าหมายอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในโรงแยกก๊าซไม่ต่ำกว่า 20%
อย่างไรก็ตาม ในปี 2559 บริษัทมีแผนจะแยกบริษัทลูก คือ พี เอ อี เทคนิคอล เซอร์วิส เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท ซึ่งดำเนินธุรกิจให้บริการตรวจสอบโครงสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติ น้ำมันและงานซ่อมบำรุงโดยในปี 2558 จะมีรายได้ประมาณ 200 ล้านบาท







