
อเบอร์ดีนแนะ หุ้นไทยชี้ยังดูดี เงินเข้ากองภาษี
กลุ่มอเบอร์ดีนหวังรัฐเร่งโครงการลงทุนดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน เชื่อ LTF-RMF หนุนตลาดไตรมาส 4
กลุ่มอเบอร์ดีนหวังรัฐเร่งโครงการลงทุนดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน เชื่อ LTF-RMF หนุนตลาดไตรมาส 4
นายกรวุฒิ ลีนะบรรจง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน เปิดเผยว่า กลุ่มอเบอร์ดีนยังมีมุมมองที่ดีต่อตลาดหุ้นไทย จึงไม่ได้ตื่นตระหนกกับการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นช่วงที่ผ่านมา แต่ใช้จังหวะเลือกซื้อหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี ราคาถูก และถือลงทุนระยะยาวตามสไตล์อเบอร์ดีน
“กลุ่มอเบอร์ดีนมีเม็ดเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทยประมาณ 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นเงินลงทุนของ บลจ.อเบอร์ดีน ไทย ประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงมานั้นส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (เอยูเอ็ม) ของ บลจ.อเบอร์ดีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกองทุนหุ้น ทำให้เอยูเอ็มรวมลดลง บ้าง” นายกรวุฒิ กล่าว
อย่างไรก็ตาม พบว่ามีเงินใหม่ไหลเข้ามาลงทุนในกองทุนต่างประเทศค่อนข้างมาก ได้แก่ กองทุนยูโรไฮยิลด์บอนด์ กองทุนเปิด อเบอร์ดีน อินเดีย โกรท ฟันด์ และกองทุนเปิด อเบอร์ดีน เจแปน ออพพอร์ทูนิตี้ส์ ฟันด์ รวมทั้งมีลูกค้าทั่วไปมาเปิดบัญชีซื้อกองทุนประมาณ 1 หมื่นบัญชีในปีนี้ และคาดว่าไตรมาสสุดท้ายจะเพิ่มขึ้นอีกจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่จะมีเงินไหลเข้ามาลงทุนเหมือนทุกปี
นายอดิเทพ วรรณพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน บลจ.อเบอร์ดีน กล่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงพิจารณาการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยดูเศรษฐกิจของประเทศหลักอื่นๆ ประกอบ แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นแล้วก็ตาม
สัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มมีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ทำให้ดัชนีดีดกลับ จากก่อนหน้าเงินไหลออกไปจำนวนมาก จนราคาหุ้นในตลาดเกิดใหม่มีราคาถูกกว่าหุ้นสหรัฐและยุโรป โดยเชื่อว่าหากค่าเงินและความผันผวนของตลาดเริ่มนิ่ง นักลงทุนต่างชาติจะกลับมามองตลาดหุ้นเกิดใหม่ เพราะในระยะยาวมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าภูมิภาคอื่นๆ
สำหรับตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปในทางเดียวกับตลาดเกิดใหม่ แต่หากมองในแง่ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอจากปัจจัยต่างประเทศที่เข้ามากระทบ ส่งผลต่อกำไรบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหนี้เสียของธนาคารยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คงต้องดูว่าหนี้เสียใหม่จะหยุดเพิ่มเมื่อไร
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลมีมาตรการออกมาเร่งรัดโครงการใหญ่ๆ ในปีนี้จะดึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้ รวมทั้งต้องรอดูมาตรการรัฐบาลที่ช่วยธุรกิจเอสเอ็มอี และมาตรการอื่นๆ จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน รวมถึงมาตรการช่วยประชาชนที่มีรายได้น้อย ซึ่งมองว่าเป็นสิ่งจำเป็น
“ตลาดหุ้นไทยคงไม่ขึ้นแรงเหมือนที่ผ่านมา ปีนี้ติดลบอยู่ 5-6% แต่คาดว่าไตรมาสสุดท้ายนี้เงินลงทุนใน LTF และ RMF จะช่วยพยุงตลาดได้เหมือนที่ผ่านมา” นายอดิเทพ กล่าว







