posttoday
เงินไหลเข้ายกที่สอง

เงินไหลเข้ายกที่สอง

19 ตุลาคม 2558

สัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิในตราสารทุนอย่างต่อเนื่อง รวมซื้อสะสมตั้งแต่ต้น 1-15 ต.ค. 2558 กว่า 6,200 ล้านบาท สอดคล้องกับค่าเงินบาท ล่าสุดค่าเงินมีการแข็งค่าสู่ระดับแข็งที่สุดในรอบเกือบ 2 เดือน ที่ 35.20 บาท/เหรียญสหรัฐ (ค่าเงินบาทแข็งค่ามาตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. 2558 กว่า 3.23%)

สัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิในตราสารทุนอย่างต่อเนื่อง รวมซื้อสะสมตั้งแต่ต้น 1-15 ต.ค. 2558 กว่า 6,200 ล้านบาท สอดคล้องกับค่าเงินบาท ล่าสุดค่าเงินมีการแข็งค่าสู่ระดับแข็งที่สุดในรอบเกือบ 2 เดือน ที่ 35.20 บาท/เหรียญสหรัฐ (ค่าเงินบาทแข็งค่ามาตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. 2558 กว่า 3.23%)

การกลับเข้าซื้อในตราสารทุนของนักลงทุนต่างประเทศ สอดรับกับการซื้อสุทธิในตราสารอนุพันธ์ในช่วงก่อนหน้า โดยนักลงทุนต่างประเทศได้ซื้อสุทธิใน SET50 Index Futures ในช่วง 12 จาก 13 วันหลังสุดกว่า 9 หมื่นสัญญา (ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย เคยชี้ให้เห็นแล้วว่าการซื้อสุทธิใน SET50 Index Futures จะมีผลต่อการซื้อในตราสารทุนในอีก 5-10 วันถัดมา)

นอกจากนี้ กระแสเงินที่ไหลเข้าภาพยิ่งชัดกระจ่างมากขึ้น เมื่อนักลงทุนต่างประเทศได้เข้าซื้อตราสารหนี้ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. 2558-ปัจจุบัน กว่า 6.9 หมื่นล้านบาท (เป็นเดือนแรกของปีที่ซื้อเยอะขนาดนี้) ที่น่าสนใจก็คือเป็นการเข้าซื้อตราสารหนี้ระยะสั้นต่ำกว่า 1 ปี ถึง 4.8 หมื่นล้านบาท บ่งบอกอย่างชัดเจนว่ากระแสเงินที่ไหลเข้ามานี้เป็นเงินร้อนและเน้นไปที่การเก็งกำไรเงินบาทเป็นหลัก

ฝ่ายวิจัยประเมินกระแสเงินไหลเข้า กำลังเข้าสู่ยกที่ 2 ซึ่งน่าจะมีระยะต่อเนื่องได้อีก และน่าจะเป็นตัวขับเคลื่อน SET Index ให้สามารถขึ้นต่อ เพื่อไปทดสอบแนวต้าน 1,432 จุด (เป้าหมายของสัปดาห์นี้ที่ฝ่ายวิจัยวางเอาไว้เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2558) โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจะเป็นเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มธนาคาร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) บริษัท ทุนธนชาต (TCAP) กลุ่มสื่อสาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ บริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท (PS) บริษัท ศุภาลัย (SPALI) กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง บริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัทอิตาเลี่ยนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD)

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสัปดาห์นี้กลุ่มธนาคารจะเริ่มทยอยประกาศผลประกอบการออกมามากขึ้น จากการรวบรวมและประมวลผลธนาคาร 8 แห่ง ทั้งธนาคารที่ฝ่ายวิจัยออกบทวิเคราะห์ 6 แห่ง และที่ไม่ได้ออกบทวิเคราะห์ 2 แห่ง (อิง Consensus) ประมาณการกำไรรวมจะอยู่ในระดับประมาณ 50,121 ล้านบาท ลดลง 20% จากไตรมาส 2 ที่ลดลง 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย SCB ธนาคารกรุงไทย (KTB) บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) มีผลประกอบการหดตัวค่อนข้างรุนแรง จากผลของการตั้งสำรองเต็มจำนวนต่อกรณีบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) ส่วนธนาคารที่คาดว่าจะมีผลประกอบการดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว TCAP และธนาคารทหารไทย (TMB) ที่ต้องระวังก็คือในช่วงของการประกาศงบ น่าจะเกิดแรงขายทำกำไรขายเมื่อความจริงปรากฏเข้ากดดันกลุ่มธนาคารอีกครั้ง

ถัดจากการรายงานผลประกอบการของกลุ่มธนาคาร ตลาดจะเริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้นจากการรายงานงบของกลุ่มพลังงาน ซึ่งมีโอกาสสูงที่บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) จะรายงานผลประกอบการเป็นขาดทุน เบื้องต้นฝ่ายวิจัยคาดว่าผลประกอบการงวดไตรมาส 3 ของ PTTEP จะขาดทุนราว 2,700 ล้านบาท แต่มีความเป็นไปได้สูงที่อาจขาดทุนมากกว่าที่คาด เนื่องจากอาจมีการรับรู้ค่าใช้จ่ายด้อยค่าสินทรัพย์เพิ่มเติมอีก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะทำให้ PTTEP มีโอกาสขาดทุนเกิน 3 หมื่นล้านบาท กระทบต่อเนื่องถึงบริษัท ปตท. (PTT) ซึ่งถือหุ้น PTTEP อยู่ราวๆ 65% ซึ่งน่าจะทำให้กำไร PTT หายไปเกือบ 1.9 หมื่นล้านบาท

โดยรวมอาจทำให้กำไรสุทธิของกลุ่มพลังงานปี 2558 หายไปจากประมาณการถึง 5 หมื่นล้านบาท กระทบกับภาพกำไรสุทธิของตลาด และอาจทำให้กำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2558 ซึ่งฝ่ายวิจัยคาดไว้เดิมที่ 94 บาท ต้องปรับลดลงเหลือประมาณ 88 บาท ส่งผลให้ระดับดัชนีปัจจุบันต้องมีค่าสัดส่วนราคาต่อกำไรที่คาดหวัง (Expected PER) 2558 สูงถึง 16.2 เท่า ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ตลาดจะถูกแรงขายทำกำไรเข้ารุมมีสูงมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69