posttoday
จับทิศรับมือทีพีพี (1) ยานยนต์ชี้ 4 ข้อไทยต้องรู้

จับทิศรับมือทีพีพี (1) ยานยนต์ชี้ 4 ข้อไทยต้องรู้

19 ตุลาคม 2558

“เรา เก่งในสินค้าที่กำลังจะตาย และตายในสินค้าที่กำลังขยาย”

“เรา เก่งในสินค้าที่กำลังจะตาย และตายในสินค้าที่กำลังขยาย”

นี่คือทัศนะของ เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ต่อการส่งออกของไทย

เธอฉายภาพว่า สินค้าส่งออกไทยที่ยังคงมีส่วนแบ่งตลาดเติบโตระหว่างปี 2552-2557 มีเพียง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะที่สินค้ากลุ่มอื่นๆ ทั้งอาหาร รองเท้าและเครื่องนุ่งห่ม สินค้าเกษตร ส่วนประกอบของอุปกรณ์โทรคมนาคม ส่วนแบ่งตลาดลดลง

อย่างไรก็ดี สินค้าที่ไทยมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นกลับเป็นสินค้าที่การส่งออกเติบโตเฉลี่ยค่อนข้างต่ำในตลาดโลก ขณะที่สินค้าที่เรามีส่วนแบ่งตลาดลดลงกลับเป็นสินค้าที่การส่งออกโลกกำลังขยายตัว

เมื่อผนวกกับเรื่อง 12 ชาติบรรลุความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) เวียดนามและมาเลเซียจะยิ่งมีขีดความสามารถส่งออกสินค้าหลายประเภทเพิ่มขึ้น หนึ่งในนั้นคืออุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน หากไทยจะส่งออกรถกระบะขนาดบรรทุก 1 ตันไปสหรัฐ จะเสียภาษี 14.5% ขณะที่สมาชิกทีพีพี ซึ่งสามารถผลิตรถกระบะได้ภายใต้เงื่อนไขใช้ส่วนประกอบจากกลุ่มทีพีพี 40-55% จะได้สิทธิประโยชน์ภาษี 0%

ถาวร ชลัษเฐียร ประธานคลัสเตอร์ยานยนต์และชิ้นส่วน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สภายังไม่ได้พูดคุยกับบริษัทญี่ปุ่น และยังอยู่ระหว่างการศึกษาผลดีผลเสียที่จะได้รับหากเข้าหรือไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกทีพีพี คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 1 เดือนในการศึกษา

“ตอนนี้เรายังไม่อยากด่วนตัดสินใจอะไร เพราะข้อมูลที่มีตอนนี้จะเห็นได้ว่าปัญหาชิ้นส่วนก็เรื่องหนึ่ง ปัญหายาก็เรื่องหนึ่ง ปัญหาเครื่องนุ่งห่มก็เรื่องหนึ่ง คงต้องรอจนกว่าจะศึกษากันเรียบร้อยและได้ข้อสรุปที่ชัดเจนก่อน ว่าถ้าเข้าหรือไม่เข้าจะกระทบเรื่องใดบ้าง และกระทบจริงๆ แค่ไหน”

อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นรถกระบะไทยจะยังไม่ได้รับผลกระทบจากการเจรจาทีพีพี เนื่องจากที่ผ่านมาไทยไม่เคยส่งออกรถกระบะไปทั้งสหรัฐ แคนาดา และเม็กซิโก เพิ่งเริ่มส่งออกอีโคคาร์ไปสหรัฐเมื่อปี 2557 เท่านั้น ส่วนอีก 9 ประเทศที่เหลือไทยก็มีข้อตกลงการค้าระหว่างกันอยู่แล้ว

ด้าน อัชณา ลิมป์ไพฑูรย์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย บอกว่า ขณะนี้กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนเห็นพ้อง 4 เรื่องกว้างๆ ที่ไทยต้องรู้ก่อนจะตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกการเจรจาใดๆ ได้แก่ 1.ข้อมูลเชิงลึกของประเทศที่ไทยจะต้องร่วมเจรจา 2.ผลกระทบของความตกลงทั้งทางบวกและทางลบ 3.แนวทางการเจรจาที่เกิดประโยชน์สูงสุด และ 4.มาตรการเยียวยากลุ่มที่ได้รับผลกระทบหากจำเป็นต้องเข้าร่วมการเจรจาใด

ปัจจุบันไทยส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์อยู่ปีละประมาณ 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่ส่งออกไปสหรัฐ ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และอินเดีย ส่งออกไป 5 ประเทศดังกล่าวเฉลี่ยประเทศละ 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี ประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ไทยมีข้อตกลงทางการค้าระหว่างกันอยู่แล้ว จึงได้สิทธิประโยชน์ภาษีเหลือ 0% แม้ยังไม่ได้เข้าร่วมทีพีพี

อย่างไรก็ดี วันนี้ไทยอาจจะยังถือเป็น “พี่เบิ้ม” ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของอาเซียน แต่ในระยะยาวเวียดนามและมาเลเซียจะได้สิทธิประโยชน์จากทีพีพี ทำให้ส่งออกได้มากขึ้น

“เดิมทีเรามองตลาดอาเซียนเป็นหลัก เพราะญี่ปุ่นให้ไทยเป็นประเทศหลักตามนโยบายไทยแลนด์พลัสวัน แต่ตอนนี้ญี่ปุ่นก็ให้ความสำคัญกับสหรัฐผ่านทีพีพีเช่นกัน อีกเรื่องที่เรากังวลคือหากเข้าทีพีพีไปแล้วจะทำให้บทบาทของอาเซียนและเอเชียดูลดลงหรือไม่ ทั้งหมดยังต้องหารือและหามาตรการเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกันต่อ”

สำหรับกรณีหลายฝ่ายเสนอให้เร่งเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) เพื่อมาถ่วงดุลกับทีพีพีนั้น อัชณา ระบุว่า เห็นด้วย เนื่องจากอาร์เซ็ปเป็นการเจรจาของประเทศในภูมิภาคนี้โดยตรง หากทำให้อาร์เซ็ปแข็งแกร่ง ไทยก็จะมีอำนาจต่อรองกับสหรัฐสูงขึ้น มีโอกาสไปร่วมวงเจรจาอื่นได้ง่ายขึ้น จากที่ตอนนี้หากเข้าร่วมทีพีพีแล้วเขาอาจไม่รับไทยเข้าร่วมทันที และมีเงื่อนไขที่ไทยต้องยอมรับเพิ่มเติม

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ