posttoday
ธปท.เจาะลึกงบ คลังเร่งใช้จ่ายหนุนจีดีพี

ธปท.เจาะลึกงบ คลังเร่งใช้จ่ายหนุนจีดีพี

16 ตุลาคม 2558

ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกรายงาน “แรงกระตุ้นของนโยบายการคลังในปี 2558-2559” โดยมีการประเมินแรงกระตุ้นรายจ่ายภาครัฐประเภทต่างๆ ด้วยตัวทวีทางการคลัง (Fiscal Multiplier)เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิผลของมาตรการเร่งใช้จ่ายต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากปี 2558-2559 การใช้จ่ายภาครัฐจะเพิ่มสูงขึ้นตาม การเร่งใช้จ่ายทั้งงบประจำและงบลงทุนปกติ เงินกู้นอกงบประมาณช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ โดยการใช้จ่ายแต่ละประเภทจะให้ค่าตัวทวีทางการคลังที่แตกต่างกันไป

ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกรายงาน “แรงกระตุ้นของนโยบายการคลังในปี 2558-2559” โดยมีการประเมินแรงกระตุ้นรายจ่ายภาครัฐประเภทต่างๆ ด้วยตัวทวีทางการคลัง (Fiscal Multiplier)เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิผลของมาตรการเร่งใช้จ่ายต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากปี 2558-2559 การใช้จ่ายภาครัฐจะเพิ่มสูงขึ้นตาม การเร่งใช้จ่ายทั้งงบประจำและงบลงทุนปกติ เงินกู้นอกงบประมาณช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ โดยการใช้จ่ายแต่ละประเภทจะให้ค่าตัวทวีทางการคลังที่แตกต่างกันไป

จากการศึกษาของ ธปท. พบว่ามาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพผ่านการใช้จ่ายเงินโอนให้ค่าตัวทวีต่ำสุดที่ 0.4 เมื่อเทียบกับรายจ่ายอื่น เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดการผลิตและการจ้างงานโดยตรง มักใช้เยียวยาเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำ อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายประเภทนี้เร่งจ่ายได้เร็วและถึงมือประชาชนโดยตรง

ขณะที่รายจ่ายอุปโภคภาครัฐมีค่าตัวทวีเท่ากับ 1 โดยรายจ่ายประเภทนี้มีส่วนรั่วไหลน้อย และเม็ดเงินส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้จ่ายในภาคบริการ ซึ่งสร้างมูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในทางอ้อมสูง โดยการเบิกจ่ายเงินประเภทนี้ถึงมือประชาชนค่อนข้างเร็ว อาทิ การเบิกจ่ายเงินเดือนข้าราชการ การซื้อสินค้าและบริการ

สุดท้ายคือ รายจ่ายลงทุนมีค่าตัวทวีเท่ากับ 0.8 ส่วนหนึ่งเพราะรายจ่ายลงทุนมีการใช้ปัจจัยการผลิตนำเข้า (Import Content : IC) ซึ่งถือเป็นการรั่วไหลออกจากระบบเศรษฐกิจ โดยค่าตัวทวีจะต่างกันตามประเภทโครงการ คือ การลงทุนด้านชลประทานให้ค่าตัวทวีที่ 1 เพราะมีการนำเข้าต่ำ และมีผลเอื้อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินเกษตรและบริเวณโดยรอบได้ดีขึ้น

ขณะที่การลงทุนทางถนนให้ค่าตัวทวีทางการคลังต่ำกว่าประเภทอื่นที่ 0.7 เพราะความเกี่ยวข้องกับปัจจัยการผลิตที่ใช้โดยตรงไม่ค่อยหลากหลาย ซึ่งเม็ดเงินกว่าร้อยละ 60 ใช้ซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม (ยางมะตอย) ส่วนการลงทุนทางรางให้ค่าตัวทวี 0.8 และอาจต่ำกว่านี้ หากมีสัดส่วนการนำเข้าสูง เพราะจำเป็นต้องใช้ปัจจัยการผลิต/เทคโนโลยีเฉพาะด้าน และในบางโครงการที่บรรลุข้อตกลงการให้ความช่วยเหลือระหว่างกัน อาจมีเงื่อนไขให้ใช้ปัจจัยนำเข้าในสัดส่วนสูงกว่าปกติ (เช่น โครงการรถไฟไทย-จีน อาจมีการนำเข้าสูงกว่า 35% ทำให้ค่าตัวทวีอาจลดเหลือ 0.6)

นอกจากนี้ ธปท.ยังได้ประเมินแรงกระตุ้นทางการคลังเทียบปีฐาน (Fiscal Stance) พบว่ามีค่าเป็นบวกสะท้อนบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ 2554 และคาดว่าจะมีแรงส่งต่อไปในปีงบประมาณ 2558-2559 ที่ 2.3% และ 3.2% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ตามลำดับ โดยแรงกระตุ้นหลักมาจากรัฐบาลกลาง ทั้งกิจกรรมในและนอกงบประมาณ โดยแรงกระตุ้นสำคัญจะมาจากการเร่งใช้จ่ายเงินตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเงินลงทุนเพิ่มศักยภาพ

ขณะที่กองทุนนอกงบประมาณและรัฐบาลท้องถิ่นมีบทบาทน้อยลงเมื่อเทียบกับปีฐานในปีงบประมาณ 2558-2559 โดยคาดว่ากองทุนนอกงบประมาณจะมีบทบาทชะลอเศรษฐกิจ โดยแรงกระตุ้นจะต่ำกว่าจากปีฐานเล็กน้อยที่ ลบ 0.3% และลบ 0.4% ต่อจีดีพี ตามลำดับ ส่วนรัฐบาลท้องถิ่นยังคาดว่าแรงกระตุ้นจะทำได้เท่าปีฐาน

สำหรับบทบาทของรัฐวิสาหกิจ แม้จะไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมากนักในปีงบประมาณ 2558 แต่คาดว่าบทบาทจะชัดเจนขึ้นในปีงบประมาณ 2559  โดยคาดว่ารัฐวิสาหกิจจะสามารถลงทุนโครงการใหม่ตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ส่งผลให้แรงกระตุ้นกลับมาเป็นบวกได้ที่ 0.1% ต่อจีดีพี

ทั้งนี้ ธปท.ระบุจุดประสงค์รายงานชิ้นนี้ เพื่อประเมินบทบาทของนโยบายการคลังในอดีต ปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต โดยเฉพาะช่วงปีงบประมาณ 2558-2559 ภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 1 เพื่อสะท้อนการดำเนินนโยบายการคลัง และประสิทธิผลของการใช้จ่ายภาครัฐประเภทต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ