
‘เอสเอ็มอี’ มีความหวัง รัฐ-เอกชน หนุนค้ำ/อัดซอฟต์โลน
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของรัฐบาล ด้วยการให้ธนาคารออมสินออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) วงเงิน 1 แสนล้านบาท ที่ผ่านมากว่า 1 เดือนนั้น เริ่มขยับเป็นรูปเป็นร่าง และคาดว่าจะเห็นการทยอยปล่อยกู้เดินหน้าหนุนเอสเอ็มอีได้ตั้งแต่ปลายปีนี้
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าโครงการค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้เอสเอ็มอีในโครงการซอฟต์โลน ว่า ตั้งแต่มีการอนุมัติเมื่อวันที่ 8 ต.ค.จนถึงปัจจุบัน มียอดค้ำประกันสินเชื่อแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท จากยอดอนุมัติวงเงินที่ออมสินพิจารณาปล่อยกู้ซอฟต์โลนให้สถาบันการเงินต่างๆ ขณะนี้เป็นเงินกว่า 8,500 ล้านบาท
สถาบันการเงินที่มียอดส่งลูกค้ากับ บสย.แล้ว ได้แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารทหารไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด
ทั้งนี้ ในการค้ำประกัน จะฟรีค่าธรรมเนียมปีแรก แต่ปีที่ 2 รัฐจ่ายค่าธรรมเนียมให้ 1.25% และผู้ประกอบการต้องจ่ายเอง 0.50% ของวงเงินกู้ ปีที่ 3 รัฐจ่ายให้ 0.75% ผู้ประกอบการจ่าย 1% และปีที่ 4 รัฐจ่าย 0.25% ผู้ประกอบการต้องจ่าย 1.5% ทว่าหากเอสเอ็มอีไม่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ ก็ยังขอสินเชื่อปกติและใช้บริการค้ำประกัน บสย.ได้ โดยจะปิดรับคำขอวันที่ 30 มิ.ย. 2559 นี้ คิดเป็นค่าธรรมเนียมที่รัฐจ่ายแทนผู้ประกอบการในช่วง 4 ปี เป็นเงิน 4,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ายังมีการพบปัญหาอยู่มากในการขอสินเชื่อซอฟต์โลนขณะนี้ เช่น ผู้ประกอบการยังไม่ได้รับความสะดวกในการยื่นขอตามสาขาต่างๆ ของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังไม่รู้เกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ ขณะที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (แบงก์รัฐ) ที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ยังอยู่ระหว่างการจัดการเรื่องระบบภายใน และเตรียมทยอยส่งลูกค้าให้เข้าโครงการ แต่คาดว่าหลังสถาบันการเงินต่างๆ ได้ทยอยปรับระบบการทำงาน ยอดปล่อยกู้ซอฟต์โลนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเดือน พ.ย. 2558 นี้
สำหรับภาคเอกชนนั้น พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เพียงระยะเวลา 2 สัปดาห์ มีลูกค้าสนใจขอสินเชื่อซอฟต์โลน 1,800 ราย วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าไตรมาสสุดท้ายจะปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลนที่ 3 หมื่นล้านบาท ดังนั้น จึงประเมินว่าเป้าหมายสินเชื่อเอสเอ็มอีไตรมาสสุดท้ายที่วางไว้ 6 หมื่นล้านบาทนั้น จะเป็นสินเชื่อซอฟต์โลนถึง 80% และเป็นสินเชื่อปกติ 20% จากเดิมคาดว่าจะมีสัดส่วน 50% เท่ากัน
อย่างไรก็ดี ในวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะได้รับอนุมัติ 70-80% โดยขณะนี้มีการอนุมัติวงเงินซอฟต์โลนจากธนาคารออมสินแล้ว 2,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเดิม ซึ่งในจำนวนนี้มีการ
ตั้งวงเงินพร้อมเบิกแล้ว 1,500 ล้านบาท วงเงินกู้เฉลี่ย 8 ล้านบาท/ราย แต่ยังไม่มีลูกค้ารายใดเบิกใช้สินเชื่อ เนื่องจากยังรอจังหวะเศรษฐกิจที่เหมาะสมก่อนเริ่มลงทุนหรือขยายธุรกิจตามวัตถุประสงค์ซอฟต์โลน
สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้ออำนวย ส่งผลให้ธนาคารทุ่มงบประมาณ 50 ล้านบาท ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอีในปีนี้่ โดยผู้ที่ขอสินเชื่อวงเงิน 1-5 ล้านบาท ที่ได้รับอนุมัติและตั้งวงเงินภายในวันที่ 30 ธ.ค.นี้ จะได้รับยกเว้นค่าประเมินหลักประกัน ลดค่าจดจำนองหลักประกันให้ 25% และผู้ที่ขอสินเชื่อซอฟต์โลนไม่ต้องชำระคืนเงินต้นสูงสุด 6 เดือน
เป้าหมายของมาตรการช่วย เหลือไม่ว่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายหรือซอฟต์โลน ต้องการให้เอสเอ็มอีมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นในต้นทุนที่ลดลง ลดภาระในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า เพราะปัจจุบันธนาคารคิดดอกเบี้ยลูกค้าเอสเอ็มอีเฉลี่ย 8-9% ต่อปี เมื่อมีซอฟต์โลนดอกเบี้ย 4% ธนาคารจึงนำมาเป็นทางเลือกช่วยลูกค้า แม้ว่าส่วนต่างดอกเบี้ย จะลดลงจนอาจกระทบกับรายได้และกำไร โดยปัจจุบัน พอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอีของกสิกรไทยอยู่ที่5.4 แสนล้านบาท จากลูกค้า 1.2 แสนราย
สำหรับสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอี ปีนี้ยังน่าเหนื่อย เพราะกำลังซื้อและความต้องการบริโภคยังอ่อนแอ ส่งผลให้ความต้องการใช้สินเชื่อยังไม่ขยายตัว โดยลูกค้าที่ขอกู้เพิ่มหรือมีวงเงินกู้อยู่ยังไม่เห็นการเบิกจ่ายออกไปใช้ มาตรการจากรัฐหรือธนาคารช่วยได้เพียงลดภาระ สิ่งที่จะขับเคลื่อนเอสเอ็มอีคือ ภาวะเศรษฐกิจ ความต้องการตลาด และกำลังซื้อ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญ
ทว่ามาตรการขับเคลื่อนทั้งหลายจะมีผลในระยะต่อไป และช่วยให้ทิศทางเอสเอ็มอีในปีหน้าดีขึ้นกว่าในปัจจุบันแน่นอน







