posttoday
อนาคต SME

อนาคต SME

12 ตุลาคม 2558

ความมั่งคั่งของประเทศขึ้นอยู่กับการระดมกันสร้างรายได้จากหน่วยธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี ที่กระจายตัว แทรกซึมอยู่ทุกอณูของเศรษฐกิจ หากหน่วยธุรกิจเหล่านี้มีศักยภาพในการเติบโตทั้งด้านรายได้และด้านประสิทธิภาพ ประเทศย่อมมีศักยภาพการแข่งขันตามไปด้วย

ความมั่งคั่งของประเทศขึ้นอยู่กับการระดมกันสร้างรายได้จากหน่วยธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี ที่กระจายตัว แทรกซึมอยู่ทุกอณูของเศรษฐกิจ หากหน่วยธุรกิจเหล่านี้มีศักยภาพในการเติบโตทั้งด้านรายได้และด้านประสิทธิภาพ ประเทศย่อมมีศักยภาพการแข่งขันตามไปด้วย

มีการพูดถึงเอสเอ็มอีมายาวนานและไทยก็เป็นประเทศที่ติดอันดับการมีเอสเอ็มอีมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ด้วยมีผู้ประกอบการถึง 2.9 ล้านธุรกิจ หรือประมาณ 4.2 ธุรกิจต่อประชากร 100 คน เทียบได้กับในประเทศที่พัฒนาแล้ว คือประมาณ 5 หน่วยธุรกิจต่อประชากร 100 คน อีกทั้งมีผู้หญิงเป็นเจ้าของกิจการมากเกือบ 50% เมื่อมองใน “ด้านปริมาณ” เราเป็นประเทศที่มีผู้ประกอบการไม่น้อยหน้าใคร

แต่เมื่อมองในมิติอื่นจะพบว่าเอสเอ็มอีส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ธุรกิจส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเล็กมากๆ ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางที่มีแรงงาน 50–200 คน มีอยู่เป็นสัดส่วนน้อยมากๆ และธุรกิจที่เล็กอยู่แล้วนี้ก็ไม่เคยได้เติบโต เล็กอยู่อย่างนั้น ยังเป็นการผลิตที่ขึ้นอยู่กับแรงงานเป็นหลัก และส่วนใหญ่ยังใช้แรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย อีกทั้งจุดประสงค์การเริ่มธุรกิจมาจากความอยู่รอดเป็นหลัก มากกว่าเพื่อการแข่งขันและการเติบโต

อีกทั้งเป็นธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีขั้นต่ำถึงขั้นกลาง ขาดนวัตกรรมที่เป็นแก่นในการแข่งขัน และภาพลักษณ์ของเอสเอ็มอีไทยยังเป็นแบบโรงงานทำน้ำพริก หรือโอท็อป ที่ขายของมากๆ แต่ราคาต่ำ ต่างจากเอสเอ็มอีประเทศพัฒนาแล้วที่มีภาพลักษณ์ทันสมัยของบริษัทซอฟต์แวร์ บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ เน้นประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สร้างผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กๆ แต่ราคาสูงลิ่วเอสเอ็มอีไทยจึงน่าเห็นใจ อนาคตจึงมีแต่ความท้าทาย

รัฐบาลมี สสว. หรือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ก่อนจะแก้ปัญหาหรือส่งเสริมเอสเอ็มอีของไทยได้ต้องรู้ว่าใครคือผู้เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ประกอบการ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และมหาวิทยาลัย หน้าที่ของ สสว.นั้นไม่ง่าย จะต้องมองตัวเองให้ชัดว่าจะเป็นผู้ประสาน หรือผู้วางแผน หรือผู้ช่วยเหลือทางการเงินหรือผู้หาตลาด หรือผู้ให้ความรู้ หรือทำทุกอย่าง

เพราะผู้ประกอบการติดขัดเรื่องการเข้าถึงความรู้ จะจดสิทธิบัตรก็ใช้เวลานานมาก เขียนแผนธุรกิจก็ไม่เป็น จะขายต่างประเทศก็ไม่รู้จะเจาะตลาดไหน จะขอใบอนุญาตสร้างโรงงานก็ยาก สสว.จึงควรเป็นองค์กรพี่เลี้ยงที่ต้องจูงมือน้องๆ เอสเอ็มอีฝ่าด่านให้ได้ ติดด่านไหนต้องส่งให้ผู้นำชาติตระหนักและสั่งการแก้ไข

หากยังไม่ชัด วางตัวผิด กำลังในการส่งเสริมก็น้อยลงไม่เป็นผล ต้องเร่งสร้างผู้ประกอบการต้นแบบของความสำเร็จที่เป็นคนคุณภาพรุ่นใหม่ ต้องเข้าไปแสวงหานักศึกษาชั้นนำมาบ่มเพาะเอง ช่วยเรื่องแผนธุรกิจ หาเงิน หาตลาด ช่วยเรื่องสิทธิบัตร ช่วยเรื่องนวัตกรรม ดูแลจนประสบความสำเร็จ แล้วนำมาเป็นแบบอย่าง ทำให้คนรุ่นใหม่มั่นใจว่าการออกไปเป็นผู้ประกอบการไม่ยาก มองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ สสว.ต้องสร้างคัมภีร์ผู้ประกอบการ ใครเอาไปใช้ก็สะดวก โอกาสจะประสบความสำเร็จก็มีสูง

ปัญหาเรื่องโครงสร้างองค์กรก็สำคัญ สสว.จะอยู่กับกระทรวงใดก็ได้ แต่จะต้องเป็นองค์กรที่ควรจะเข้าไปสัมผัสกับทุกกระทรวงสำคัญ แผนส่งเสริมเอสเอ็มอีจึงต้องเป็นวาระของชาติ ทุกกระทรวงต้องแบ่งหน้าที่ช่วยกันอย่างแข็งขัน

ไม่เช่นนั้น สสว.ก็เป็นองค์กรโดดเดี่ยว จะส่งเสริมใครก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันสักที

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ