
สั่งซีอีโอเซ็นรับรองงบบริษัท
กลต.ออกกฎต้องร่วมรับผิดชอบจับมือพาณิชย์เร่งแก้ข้อกำหนด
กลต.ออกกฎต้องร่วมรับผิดชอบจับมือพาณิชย์เร่งแก้ข้อกำหนด
ก.ล.ต.สั่งซีอีโอ-ซีเอฟโอ-สมุห์บัญชีเซ็นรับรองงบ รับผิดชอบหากพบทุจริต
นายประกิด บุณยัษฐิติ ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต.ได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อจะแก้ข้อกำหนดของกระทรวงพาณิชย์ให้ผู้บริหารระดับสูง คือ ประธานเจ้าหน้าด้านการเงิน (ซีเอฟโอ) หรือสมุห์บัญชีเป็นผู้ลงนามรับรองความถูกต้อง เป็นผู้จัดทำรายงานงบการเงินของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ซึ่งจะประกาศให้ทราบล่วงหน้าภายในปี 2560 เพื่อให้มีผลบังคับใช้กับงบการเงินสิ้นงวดปี 2560
ก.ล.ต.มีแนวคิดจะออกประกาศจะมีผลบังคับใช้พร้อมกัน คือกำหนดให้ผู้บริหารระดับสูงของ บจ.ใน 3 ตำแหน่ง ได้แก่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ซีเอฟโอ และสมุห์บัญชี ทั้งหมดต้องเป็นผู้ลงนามรับรองความถูกต้องเป็นผู้จัดทำรายงานงบการเงินที่นำส่ง ก.ล.ต. เพื่อสื่อสารกับฝ่ายบริหารว่าจะต้องมีส่วนสำคัญในการรับผิดชอบกับการทำงบการเงินของบริษัท จากปกติที่มักจะแต่งตั้งให้ตำแหน่งกรรมการของบริษัทซึ่งมีอำนาจเป็นผู้เซ็นเป็นผู้จัดทำรายงานงบการเงินแทน โดยเป็นพนักงานที่มีต่ำแหน่งไม่สูง ซึ่งทำให้ปัจจุบันไม่มีผู้บริหารระดับสูงของ บจ.มาเซ็นรับรองความถูกต้องของงบการเงิน โดย ก.ล.ต.จะหารือร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
ทั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงจากเดิมเพราะเมื่อเกิดกรณีงบการเงินของ บจ.มีปัญหาเดิม ก.ล.ต.จะให้ความสำคัญกับคณะกรรมการตรวจสอบ และผู้สอบบัญชีมาพบเพื่อให้ข้อมูล ขณะที่ต้นเหตุของงบการเงินที่มีปัญหามาจากผู้จัดทำรายงานงบการเงิน คือฝ่ายบริหารของ บจ.ซึ่งยอมรับว่าที่ผ่านมายังไม่สามารถวิเคราะห์ปัญหาดังกล่าวออกมาชัดเจน
นอกจากนี้ มีแนวคิดจะออกประกาศกำหนดให้ซีอีโอ ซีเอฟโอ และสมุห์บัญชี ของบริษัทที่จะยื่นขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไป (ไอพีโอ) ให้ลงนามรับรองความถูกต้องของแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) และงบการเงินในแบบรายงาน 56-1
นอกจากนั้น ยังกำหนดให้คุณสมบัติซีเอฟโอและสมุห์บัญชีของบริษัทที่จะยื่นไฟลิ่งทำหุ้นไอพีโอ ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรการอบรมด้านบัญชีและมีความรู้ประสบการณ์เพียงพอ ขณะที่ปัญหาการจัดงบการเงินผิดของบริษัทจะยื่นขอทำไอพีโอส่วนใหญ่เกิดจากมาตรฐานบัญชีที่ออกมาใหม่ ขณะที่ผู้สอบบัญชีบางรายอาจจะยังไม่เข้าใจในการตีความ
อย่างไรก็ดี ก.ล.ต.กับสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ จะร่วมมือเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดทำงบการเงินว่าผู้บริหารของ บจ.ทั้งซีอีโอ ซีเอฟโอ และสมุห์บัญชี มีหน้าที่รับผิดชอบเป็นต้นทางของการทำงบการเงินที่ถูกต้อง ส่วนผู้สอบบัญชีเป็นเพียงปลายทางของการจัดทำงบการเงินของ บจ.
“การทำไอพีโอหรือ บจ.ต้องเปิดเผยข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วนทำตามมาตรฐานบัญชี หากทำผิดซึ่งมีกฎหมายกำหนดบทลงโทษอยู่แล้วหากเจตนาแต่งงบ หลอกคน ทุจริตนำไปสู่การลงโทษบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่สิ่งที่ ก.ล.ต.มีแนวคิดจะทำเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุดเพื่อยกระดับเพื่อเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้งบการเงินออกมาไม่มีคุณภาพ แต่ ก.ล.ต.ก็จะให้เวลาในการปรับตัว” นายประกิด กล่าว
นายธวัชชัย เกียรติกวานกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับบัญชีตลาดทุน ก.ล.ต. ยืนยันว่า ปัจจุบันมีผู้สอบบัญชีที่ได้รับการเห็นชอบจาก ก.ล.ต. มีจำนวนเพียงพอกับจำนวน บจ.ในปี 2558 ที่มีจำนวนประมาณ 691 แห่ง ขณะที่มีผู้สอบบัญชีจำนวน 186 คน โดยเมื่อเทียบสัดส่วน บจ.กับจำนวนผู้สอบบัญชีของไทยอยู่ที่ 4.1 บริษัท/คน มาเลเซียอยู่ที่ 2.6 บริษัท/คน และสิงคโปร์อยู่ที่ 4.4 บริษัท/คน
ขณะที่ระหว่างปี 2554-2560 มีแนวโน้มจำนวน บจ.เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% ต่อปี โดย ก.ล.ต.มีเป้าหมายจะเพิ่มจำนวนผู้สอบบัญชีใหม่ระหว่างปี 2558-2560 ประมาณ 30 คน/ปี เป็นจำนวน 246 คนในปี 2560 เพื่อรองรับจำนวน บจ.ที่จะเพิ่มขึ้นป้องกันปัญหาการขาดแคลนผู้สอบบัญชีในอนาคต
ทั้งนี้ ก.ล.ต.กับ ตลท.ได้เริ่มหารือร่วมกันในสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งต่างมีความเป็นห่วงถึงคุณภาพของ บจ.ว่าซีอีโอและซีเอฟโอควรมีความรู้ความเข้าใจด้านบัญชีให้มากพอ จึงได้ผลักดันยกเป็นวาระสำคัญจากเดิมที่เคยหารือนอกรอบ 1 ครั้ง/สัปดาห์ จึงมีแนวคิดที่จะจัดให้มีการอบรมความรู้ด้านบัญชีกับผู้บริหารของ บจ.
สำหรับการที่มีผู้ให้ข้อมูลว่าขณะนี้มีปัญหาจำนวนผู้สอบบัญชีไม่เพียงพอนั้น เพราะผู้สอบบัญชีอาจเลือกไม่รับงานกับ บจ.บางแห่งที่มีระบบบัญชีภายในไม่ดีพอ หรือมีระบบควบคุมภายในซึ่งเป็นหัวใจสำคัญยังไม่ดีเพียงพอ ทำให้งบการเงินของบริษัทมีปัญหา รวมถึงไม่สามารถตรวจงบการเงินได้ทำให้การทำงานลำบาก อีกทั้งอาจสงสัยว่าผู้บริหารมีการทุจริต
ยกตัวอย่าง บาง บจ.ที่มีผลขาดทุนและขาดทุนสะสมจำนวนมาก มีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์และมีปัจจัยอื่นที่แสดงให้เห็นว่ามีความไม่แน่นอนเป็นสาระสำคัญ ทำให้ผู้สอบบัญชีเดิมไม่รับรองงบการเงิน ขณะที่ปัญหาของการเงินที่พบส่วนใหญ่ผู้บริหารระดับสูงมักมีส่วนร่วมทำให้ผู้สอบไม่กล้าเซ็นรับรองงบการเงิน







