posttoday
คาดกำไร SCC ไตรมาส 3 เติบโต 35%

คาดกำไร SCC ไตรมาส 3 เติบโต 35%

07 ตุลาคม 2558

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง ประมาณการแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2558 บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) โดยรวมยังคงดูดี และเชื่อว่าตลาดกังวลต่อภาวะความต้องการซีเมนต์ที่ชะลอตัวกว่าที่คาด และการขาดทุนจากสินค้าคงคลังจากการลดลงของราคาแนฟทาและเอทิลีนมากเกินไป เนื่องจากการอ่อนตัวของค่าเงินบาทและส่วนต่างราคาที่ขยายตัวมากขึ้นของผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ (HDPE-เอทิลีน) น่าจะช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้ โดยผลขาดทุนจากสินค้าคงคลังน่าจะอยู่ที่ประมาณ 2,500 ล้านบาทในไตรมาส 3/2558 ในขณะที่การอ่อนตัวของค่าเงินบาทน่าจะส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 500 ล้านบาทในไตรมาสนี้

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง ประมาณการแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2558 บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) โดยรวมยังคงดูดี และเชื่อว่าตลาดกังวลต่อภาวะความต้องการซีเมนต์ที่ชะลอตัวกว่าที่คาด และการขาดทุนจากสินค้าคงคลังจากการลดลงของราคาแนฟทาและเอทิลีนมากเกินไป เนื่องจากการอ่อนตัวของค่าเงินบาทและส่วนต่างราคาที่ขยายตัวมากขึ้นของผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ (HDPE-เอทิลีน) น่าจะช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้ โดยผลขาดทุนจากสินค้าคงคลังน่าจะอยู่ที่ประมาณ 2,500 ล้านบาทในไตรมาส 3/2558 ในขณะที่การอ่อนตัวของค่าเงินบาทน่าจะส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 500 ล้านบาทในไตรมาสนี้

ทั้งนี้ คาดว่า SCC จะรายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2558 ที่ 1.06 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 24% จากไตรมาส 2 โดยการเพิ่มขึ้นหนุนจากผลประกอบการของธุรกิจปิโตรเคมีที่แข็งแกร่ง ในขณะที่การลดลงเนื่องจากการขาดทุนในสินค้าคงคลัง (เทียบกับกำไรในไตรมาส 2/2558) และไม่มีรายได้เงินปันผลจากโตโยต้า

บล.บัวหลวง พาผู้บริหารของ SCC และทีมนักลงทุนสัมพันธ์ไปพบกับนักลงทุนในเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนส่วนใหญ่ที่เราเข้าพบเป็นนักลงทุนระยะยาว ดังนั้นประเด็นที่พูดคุยส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องกลยุทธ์ของบริษัท การขยายธุรกิจและแนวโน้มของธุรกิจในระยะยาว

ข้อมูลที่ทำให้ บล.บัวหลวง มีมุมมองเกี่ยวกับการเติบโตของบริษัทในระยะยาวชัดเจนขึ้น โดยในระยะสั้นถึงกลาง ธุรกิจปิโตรเคมีจะมีบทบาทสำคัญในการเติบโตของบริษัท ในขณะที่แผนการขยายธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างในอาเซียนนั้นไม่เพียงช่วยหนุนให้บริษัทสามารถเติบโตในระดับสูงได้ยาวนานขึ้น แต่จะเป็นฐานรายได้ที่สำคัญของบริษัทที่ช่วยสร้างให้กำไรมีเสถียรภาพในระยะยาวอีกด้วย

ดังนั้น ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559 ที่ 650 บาท ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างชะลอตัวในระยะสั้น ความต้องการของซีเมนต์ในประเทศมีแนวโน้มทรงตัวในไตรมาส 3/2558 และ 9 เดือนแรกของปี 2558 เรามองว่าเป้าหมายการเติบโตของความต้องการของซีเมนต์ที่ 2-3% ในปีนี้ของบริษัท (ซึ่งหมายถึงอัตราการเติบโต 8-10% ในไตรมาส 4/2558) ไม่น่าจะเป็นไปได้ ความต้องการจากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ซึ่งคิดเป็น 50% ของความต้องการรวมทั้งประเทศ ยังคงอ่อนตัวและไม่มีแนวโน้มว่าจะฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 4/2558

“เรามองว่าความต้องการจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 1/2559 แต่ราคาจะกลับมาเป็นประเด็นเนื่องจากมีการผลิตใหม่ของบริษัท ทีพีไอ โพลีน (TPIPL) เข้ามา เชื่อว่าการเติบโตของกำไรอย่างชัดเจนน่าจะเริ่มเห็นได้ตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2559 เป็นต้นไป หนุนโดยการขยายตัวในภูมิภาคอาเซียน”

SCC ตั้งเป้าที่จะขยายฐานรายได้จากธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง โดยครึ่งหนึ่งของการลงทุนจำนวน 2.5 แสนล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้าจะลงทุนในธุรกิจนี้ เรามองว่าแผนกลยุทธ์นี้น่าจะทำให้บริษัทมีฐานรายได้ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากรายได้จากธุรกิจซีเมนต์นั้นมีความผันผวนตามวงจรเศรษฐกิจน้อยกว่า ธุรกิจปิโตรเคมีและน่าจะเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัทที่ช่วยลดผลกระทบจากช่วงขาลงของธุรกิจปิโตรเคมีซึ่งอาจจะเกิดหลังปี 2563 เป็นฐานกำไรที่มีเสถียรภาพมากขึ้น น่าจะส่งผลให้ SCC สามารถขึ้นไปซื้อขายในระดับ Multiple ที่สูงขึ้นได้ในระยะยาว

แม้ว่าเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง แต่ส่วนต่างราคา PE-แนฟทาน่าจะยังคงสูงต่อเนื่องไปจนถึงอย่างน้อยปี 2563 จากอุปทานที่ค่อนข้างจำกัด และความต้องการของสินค้าอุปโภคบริโภคที่ยังคงค่อนข้างคงที่ ในระยะกลาง สาย PP จะกลายเป็นอีกปัจจัยกระตุ้นการเติบโตจากการฟื้นตัวของความต้องการของสินค้าทุนและภาวะการผลิตตึงตัวหลังปี 2560

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ