
เกษตรฯ-มท.เร่งแจงผู้ว่าฯดัน8มาตรการช่วยเกษตรกร
กระทรวงเกษตรร่วมกับมหาดไทยจัดประชุมทางไกลชี้แจงผู้ว่าฯ หลังครม.อนุมัติ 8 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเจอภัยแล้ง
กระทรวงเกษตรร่วมกับมหาดไทยจัดประชุมทางไกลชี้แจงผู้ว่าฯ หลังครม.อนุมัติ 8 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเจอภัยแล้ง
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ ครม.มีมติเห็นชอบรายละเอียดแผนงานงบประมาณในโครงการบูรณาการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง 2558/59จำนวน 8 มาตรการ 45 โครงการ โดยอนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 4,071.3150 ล้านบาทจากกรอบวงเงินที่13 หน่วยงานจะดำเนินการรวมทั้งสิ้น 11,151 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณปกติปี พ.ศ. 2559 วงเงิน 6,752 ล้านบาทและงบกลางที่ได้รับอนุมัติแล้วเพื่อจ้างงานชลประทาน 327.7529 ล้านบาท
โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินโครงการวันที่ 1 พ.ย. 2558 – 30 เม.ย. 2559 นั้น
ทั้งนี้ 1 ใน 8 มาตรการ คือการสำรวจความต้องการชุมชนเพื่อจัดทำแผนชุมชนซึ่งครม.ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจความต้องการและจัดทำแผนงาน/โครงการ/กิจกรรม ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันและรวบรวมส่งให้คณะกรรมการอำนวยการบูรณาการแก้ไขปัญหาวิฤกตภัยแล้งปี 2558/59 เพื่อพิจารณานำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาการช่วยเหลือและสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับพื้นที่ที่ยังได้รับผลกระทบภัยแล้งโดยเร่งด่วนต่อไป
สำหรับพื้นที่เป้าหมายดำเนินการแบ่งเป็น 1.พื้นที่วิกฤตภัยแล้ง คือ พื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพฯ กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา ชัยนาท ตากนครนายก นครปฐม นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานี พิจิตร พิษณุโลกพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สระบุรี สิงห์บุรีสุโขทัย สุพรรณบุรี อ่างทอง อุตรดิตถ์ มีเกษตรกรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบประมาณ 330,000 ครัวเรือน และ 2.พื้นที่ภัยแล้งทั่วไป 55 จังหวัด
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ขับเคลื่อนทั้ง 8 มาตรการเกิดผลชัดเจนและลดผลกระทบภัยแล้งได้ทันต่อสถานการณ์รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนถึงสถานการณ์น้ำโดยเฉพาะในลุ่มเจ้าพระยาที่จะเริ่มทำการเพาะปลูกในวันที่ 1 พ.ย.นี้ กระทรวงเกษตรฯร่วมกับกระทรวงมหาดไทยจัดประชุมทางไกลร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศในวันพรุ่งนี้ ( 8 ต.ค.) เพื่อชี้แจงแนวทางการทำงานในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระดับพื้นที่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเป็นกลไกหลักในการดำเนินงาน







