
กางยุทธศาสตร์เอกชน ดันค้าชายแดนสู่เป้า 1.5 ล้านล.
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ที่ผ่านมา “การค้าชายแดน” เป็นอีกหนึ่งเครื่องจักรที่ช่วยกระพือมูลค่าการส่งออกของประเทศไทย ทว่าดูเหมือนตอนนี้การค้าชายแดนของไทยกับเพื่อนบ้านจะเริ่ม “อืด” เพราะต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่มีประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนเข้ามาแข่งขันกันเองในตลาดนี้ด้วย
กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะดูแลเรื่องนี้โดยตรง จึงเรียกทูตพาณิชย์จากทั่วโลกมาระดมสมองงัดสารพัดวิธีเพื่อตรึงยอดส่งออกปีนี้ไว้ไม่ให้ตกมากไปกว่านี้ โดยเฉพาะประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวีอย่าง กัมพูชา
สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่จะต้องเปิดเกมรุกหนักขึ้น
สมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อมูลสถานการณ์การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนในช่วง 8 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค. 2558) ว่าอยู่ที่ 7.43 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 49.54% ของเป้าหมายมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนทั้งปี 2558 ที่วางไว้ที่ 1.5 ล้านล้านบาท ทำให้ช่วงที่เหลือของปีจะต้องเร่งเพิ่มมูลค่าการค้าให้ได้ตามเป้าหมาย
ต่อไป
“หากรวมการค้าเมืองหน้าด่านที่มีมูลค่า 1.72 แสนล้านบาท ก็จะทำให้การค้าชายแดน ผ่านแดน และเมืองหน้าด่านในช่วง 8 เดือนของปีนี้มีมูลค่ารวม 9.15 แสนล้านบาท” สมเกียรติ ย้ำ แต่ยอมรับว่ายังห่างจากเป้าหมายที่ตั้งไว้อีกพอสมควร
ในสัปดาห์นี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่ไปประชุมหารือกับส่วนราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อแก้ไขอุปสรรคการค้าชายแดน ซึ่งจะใช้เป็นโมเดลในพื้นที่การค้าชายแดนอื่นๆ ต่อไป
นิยม ไวยรัชพานิช รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนโดยหอการค้าไทยได้จัดทำยุทธศาสตร์การค้าชายแดนและข้ามแดน เพื่อช่วยผลักดันให้มูลค่าการค้าเป็นไปตามเป้าหมายที่ 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งหากสามารถทำตามยุทธศาสตร์ที่เสนอได้ทั้งหมด เชื่อว่าน่าจะกระพือมูลค่าไปถึงระดับ 2 ล้านล้านบาท ได้ไม่ยาก
ยุทธศาสตร์ที่เสนอแบ่งเป็น 3 ยุทธศาสตร์ใหญ่ๆ ได้แก่1.ยุทธศาสตร์การเพิ่มปริมาณการค้า ซึ่งจะมีการหารือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อกำหนดตัวเลขการค้าผ่านกลไกการประชุมร่วม (เจทีซี) การยกฐานะจุดผ่อนปรนเป็นด่านผ่านแดนถาวรให้มากที่สุด ผลักดันให้มีการเดินรถเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านในกรอบของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส) บนเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจสายตะวันออก-ตะวันตก ระเบียงเศรษฐกิจสายเหนือ-ใต้ และระเบียงเศรษฐกิจใต้ ซึ่งจะครอบคลุมการค้าชายแดนและผ่านแดนกับประเทศเพื่อนบ้านไทยทั้งกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา มาเลเซีย และเวียดนาม
“รัฐบาลไทยจะต้องมีส่วนร่วมในธุรกิจผูกขาดกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะบางเรื่องจะให้ภาคเอกชนทำเพียงลำพังก็คงไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่รัฐต่อรัฐต้องหารือกัน เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนของแต่ละประเทศเข้าไปลงทุนและทำการค้าระหว่างกันได้ง่ายและสะดวกขึ้น” นิยม ระบุ
นอกจากนี้ รัฐต้องรณรงค์ให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาดชายแดนทำธุรกิจอย่างถูกต้อง เพราะขณะนี้ตัวเลขการค้าชายแดนที่ถูกต้องและมีการบันทึกมีเพียง 70% เท่านั้น ส่วนอีก 30% เป็นการค้าชายแดนที่อยู่ใต้ดิน ไม่ได้เก็บข้อมูลเป็นทางการ หากสามารถนำส่วนนี้เข้ามาอยู่ในระบบได้ น่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนได้อีกเกือบ5 แสนล้านบาททีเดียว
ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ การสร้างกำลังซื้อ ประกอบด้วย การอำนวยความสะดวกเข้าออกบริเวณชายแดน โดยใช้บัตรผ่านแดน (บอร์เดอร์พาส) ได้ และรัฐบาลควรอนุญาตให้นำเงินสกุลจ๊าดของเมียนมาเข้ามาใช้บริเวณจังหวัดชายแดนได้ ควรส่งเสริมให้จัดแสดงสินค้าไทยในประเทศเพื่อนบ้านอย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญรัฐบาลจะต้องเร่งผลักดันให้การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 10 แห่งเกิดโดยเร็ว
ยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ การอำนวยความสะดวก ประกอบด้วย รัฐบาลควรอนุญาตให้รถบรรทุกของประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาขนถ่ายสินค้าในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และต้องเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านให้มีการเดินรถทุกชนิดแบบทวิภาคีเช่นเดียวที่ทำกับ สปป.ลาว เพื่อส่งเสริมการค้า และแก้ปัญหาบริเวณด่านชายแดน รัฐบาลต้องเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านจัดตั้งเมืองพี่เมืองน้อง (ซิสเตอร์ซิตี้) ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี
“หากดูจากทำเลที่ตั้ง ไทยสามารถเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ขนส่งทางบกในอาเซียนได้ แต่น่าเสียดายมาก เพราะที่ผ่านมาไทยไม่อนุญาตให้รถบรรทุกจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศและเดินรถไปพื้นที่ต่างๆ ได้ ขณะที่รถบรรทุกขนส่งของประเทศเพื่อนบ้านต่างสามารถเดินทางข้ามระหว่างกันได้หมดแล้ว ทำให้สินค้าไทยต้องไปเปลี่ยนถ่ายสินค้าตรงชายแดน ส่งผลให้มีต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น และยังทำให้เกิดปัญหาการจราจรแออัดบริเวณหน้าด่านด้วย” นิยม อธิบาย
ด้าน ไพรัช บูรพชัยศรี รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการกลุ่มความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เสริมว่า การที่ไทยจะหันมาให้ความสำคัญและเน้นการค้าขายผ่านชายแดนและข้ามแดนกับประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) ส่วนใหญ่ค้าขายกันเองภายใน 27 ประเทศ และเมื่อเจาะลึกลงไปจะพบว่า มูลค่าการค้าระหว่างประเทศในอาเซียนยังอยู่ในระดับที่น้อยมาก หรือประมาณ 20% ของมูลค่าการค้ารวม ดังนั้นจึงยังมีโอกาสที่จะเพิ่มการค้าและการลงทุนในภูมิภาคนี้ได้อีกพอสมควร
จะเห็นว่าปัจจุบันการค้าชายแดนมีความสำคัญต่อไทยมาก เป็นตัวจักรสำคัญที่สร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับประเทศ แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีอุปสรรคหลายประการที่ส่งผลต่อการขยายตัวของการค้ากลุ่มดังกล่าว ซึ่งหากแก้ไขได้ นอกจากจะกระพือมูลค่าการค้าชายแดนแล้ว ยังจะช่วยกระตุ้นยอดการค้าผ่านแดนได้อีกมาก หรือเท่ากับว่าไทยสามารถส่งออกสินค้าสู่ตลาดนอกอาเซียน โดยอาศัย “เพื่อนบ้าน” เป็นประตูส่งออกอีกทางหนึ่ง







