
ระวัง Hamburger Thailand
ใครยังจำได้ เศรษฐกิจไทยตกเหวปี 2540 เป็นโรคต้มยำกุ้ง จากการเก็งกำไร ทั้งเก็งกำไรหุ้น เก็งกำไรที่ดิน-อสังหาริมทรัพย์ เก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ธนาคารชาติไทยก็ไม่แข็งแรง เศรษฐกิจตกต่ำถึง -11% ต่อปี อยู่เกือบ 2 ปี ผู้คน นักธุรกิจล้มหายตายจากไปเมืองนอกก็หลายคน
ใครยังจำได้ เศรษฐกิจไทยตกเหวปี 2540 เป็นโรคต้มยำกุ้ง จากการเก็งกำไร ทั้งเก็งกำไรหุ้น เก็งกำไรที่ดิน-อสังหาริมทรัพย์ เก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ธนาคารชาติไทยก็ไม่แข็งแรง เศรษฐกิจตกต่ำถึง -11% ต่อปี อยู่เกือบ 2 ปี ผู้คน นักธุรกิจล้มหายตายจากไปเมืองนอกก็หลายคน
ถ้าใครยังจำได้ อเมริกาก็เป็นโรค Hamburger Crisis ปี 2551 ก็เพราะระบบการเงิน (เพราะรัฐบาลเป็นต้นเหตุอยากกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนไทยตอนนี้) เลือกการกระตุ้นด้วยอสังหาริมทรัพย์ โดยหาเงินกู้ซื้อบ้านให้ถูกมาก 0% เงินดาวน์ไม่ต้องมีกี่หลังก็ได้ แม้ Credit คนกู้จะไม่ได้มาตรฐานก็หวังว่าอนาคตรายได้คงจะดีขึ้น
ระบบการเงินในการซื้อบ้านของอเมริกาก็ดีที่สุดในโลก มีองค์กรเป็นตัวกลางเรียกว่า Secondary Market รับซื้อสินเชื่อบ้าน ผ่านสถาบันการเงินที่ไปปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำๆ กับคนไม่มี Credit พอ ช่วงแรกก็กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีมาก GDP โตปีละเกือบ 3-4% มาตลอด 4-5 ปี พอเกิด Crisis น้ำมันแพง อเมริกาซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่เกิด “เงินเฟ้อ” พร้อมๆ กับ “ตลาดอสังหาฯ ที่ Over supply” สถาบันการเงินปล่อยกู้ ต่างล้มละลายกันเป็น Domino รวมถึงธนาคารรุ่นใหญ่ของอเมริกา เช่น Goldman Sachs เป็นต้น
อเมริกาใช้เวลาตั้งแต่ปี 2551-2556 ฟื้นฟูทุกวิถีทาง ปั๊มเงินรอบแล้วรอบเล่า 5 ปีแล้ว GDP ขยับตัวขึ้นกว่า 1% ที่ชวนระลึกความหลัง ก็เพราะประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยไม่มากก็น้อย เรากำลังกระตุ้นเศรษฐกิจกันโดยอาจจะต้องให้ยาแรงๆ เพราะต้องการให้ GDP โตระยะสั้นอย่างรวดเร็ว เพราะเครื่องจักรเศรษฐกิจ 4 เครื่องก็สะดุด เช่น ส่งออกหดตัว ผู้บริโภคมีหนี้ NPL มากขึ้นทุกปี เช่น หนี้ครัวเรือน ลงทุนเอกชนไม่ขยับ (แม้จะมีเงินแต่การเมืองแบบนี้ต้อง Wait & See) ลงทุนภาครัฐแม้จะกระตุ้นเร่งกันมาก แต่เป็น Mega Project ดังนั้นผลพวงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ปี
การจะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ผลในระยะสั้น หันไปมาก็มาลงกันที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะคนยังพอมีกำลังซื้อ แต่ Credit ไม่ดี ขณะที่ยอดบ้านค้าง Stock ปีนี้คงจะมีหน่วยรอการโอนร่วม 1 แสนยูนิต ถ้าสามารถเร่งกระตุ้นให้โอนได้ เงินประมาณ 3 แสนล้านบาท จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องจะไหลเข้าสู่การหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจได้เร็ว อีกด้านคือ ท่องเที่ยว เป็นพระเอกของรัฐบาลยุค คสช.
แต่วิธีการจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นได้ในอนาคต เพราะขณะนี้กำลังคิดแนวทางเดียวกับอเมริกาคือ “เร่งการโอน” ด้วยเครื่องมือกระตุ้น “ลดภาษี-ลดดอกเบี้ย-ลดเงินต้น” กันอยู่ ท่านรองนายกฯ สมคิด ท่านก็ใช้วิธีการนี้ในเมื่อสมัยนายกฯ ทักษิณ มาแล้วครั้งหนึ่ง ได้ผลดีมาก เพราะ First home buyer มีจริงๆ มากกว่าปัจจุบันร่วมเท่าตัว ที่ซื้อเพราะลงทุน (หลังที่สอง) ก็มี Credit ดี หนี้ครัวเรือนในอดีตก็ไม่มากเท่านี้ และก็ต้องมีการกำหนดขั้นเพดานว่าจะให้บ้านราคาเท่าไร เดิม 3 ล้านบาท ปัจจุบันบ้านแพงขึ้นจะเอาสัก 5 ล้านจะดีไหม ถ้าทำคงจะถูกนักวิพากษ์วิจารณ์ว่าช่วยคนรวย นักเก็งกำไร
เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นการเมือง มิใช่เป็นประเด็นเศรษฐกิจไปเสียแล้ว ผลทางอ้อมคงยังไม่เกิดในสมัยนี้ แต่อีก 3-4 ปี จะเห็นผลว่า Hamburger Thailand จะเผ็ดร้อนหรือไม่ หนี้ครัวเรือนจะเสียหายแค่ไหน ดังนั้นทำอะไรก็จ้องคิดให้รอบคอบ เพราะทุกการตัดสินใจมีทั้งส่วนดี ส่วนเสีย ในระยะสั้น ระยะกลาง จะมีการได้ประโยชน์ เสียประโยชน์ ต้องเอาประโยชน์ส่วนรวมของชาติมาเป็นการตัดสินใจครับ ขอให้โชคดี







