posttoday
นักลงทุนเจ๊งหุ้น10%

นักลงทุนเจ๊งหุ้น10%

01 ตุลาคม 2558

ปิดสิ้นงวดไตรมาส 3 นักลงทุนขาดทุนหุ้น 10% จากดัชนีดิ่ง คาดไตรมาส 4 ดูดีขึ้น

ปิดสิ้นงวดไตรมาส 3 นักลงทุนขาดทุนหุ้น 10% จากดัชนีดิ่ง คาดไตรมาส 4 ดูดีขึ้น

ดัชนีหุ้นไทยสิ้นไตรมาส 3 ปิดที่ 1,349 จุด คิดเป็นสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 17.76 เท่า ดัชนีลดลง 9.93% เมื่อเทียบกับวันที่ 30 ธ.ค. 2557 ที่ปิด 1,497.67 จุด และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่ 12.76 ล้านล้านบาท มาร์เก็ตแคปหายไป 1.09 ล้านล้านบาท หรือลดลง 7.87% เมื่อเทียบสิ้นปีก่อนที่ 13.86 ล้านล้านบาท

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรมผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยในไตรมาส 4 มีทิศทางที่ดีขึ้นจากไตรมาส 3 ที่เคลื่อนไหวผันผวนมาก ซึ่ง 3 ปัจจัยที่ทำให้ดัชนีดีขึ้นมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่จะเริ่มเห็นผลในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี พ.ย.-ธ.ค. พร้อมกับเม็ดเงินจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) ที่จะเข้ามา หลังระหว่างปีเงินจากส่วนนี้ยังเข้ามาน้อย และเม็ดเงินต่างชาติจะไหลกลับหลังนักลงทุนรับรู้ข่าวไปมากแล้วว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเชื่อว่านักลงทุนรับข่าวเรื่องขึ้นดอกเบี้ยล่วงหน้าไปเยอะแล้ว และนักลงทุนจะเริ่มมีการปรับสินทรัพย์การลงทุน

นอกจากนั้น จะเริ่มเห็นมูลค่าการซื้อขายเริ่มเบาบางลงและตัวเลขการปิดโอนซื้อหุ้นต่างชาติปัจจุบันเหลือเกินกว่าที่ควรจะเป็นที่ 25% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำในรอบกว่า 10 ปี หรือเท่ากับปี 2547 โดยปกติเฉลี่ยอยู่ที่ 28-30% เช่นเดียวกับตัวเลขลงทุนผ่านไทยเอ็นดีวีอาร์ที่ลดลงเหลืออยู่ 6% จากปกติอยู่ที่ 8% 

ดังนั้น กลยุทธ์ในเดือน ต.ค. ระยะสั้นหุ้นจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ 1,340-1,385 จุด ซึ่งระยะสั้นแนะนำให้เก็งกำไรที่ได้ผลประโยชน์จากภาครัฐและมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ เช่น รับเหมาก่อสร้าง ขณะที่ระยะกลางและยาวสามารถเริ่มทยอยสะสมหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่มสื่อสาร

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ มองว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4 มีมุมมองดีขึ้นจากการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งผลดีต่อการบริโภคโดยเฉพาะกลุ่มฐานราก แต่ดูจะสวนทางกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย กลุ่มราคาน้ำมันและธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นกลุ่มที่น้ำหนักต่อตลาดหุ้นไทย

อย่างไรก็ตาม ช่วงรอยต่อของเดือน ต.ค.จะมีการสนับสนุนให้เม็ดเงินต่างชาติมีโอกาสไหลกลับเข้าหุ้นไทยจากการที่จะมีการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่คาดว่าครั้งนี้จะเพิ่มเม็ดเงินอัดฉีดขึ้นอีก 10 ล้านล้านเยน เป็น 90 ล้านล้านเยน จากปกติจะใส่เงินอัดฉีดประมาณ 80 ล้านล้านเยนเท่านั้น เพราะขณะนี้อัตราเงินเฟ้อญี่ปุ่นต่ำมาก และมองว่าที่ผ่านมาต่างชาติขายหุ้นไทยออกไปมากแล้ว

กลยุทธ์การลงทุนช่วงครึ่งแรกของเดือน ต.ค. ถ้าดัชนีหุ้นต่ำกว่า 1,300 จุด ถือเป็นจังหวะเข้าไปทยอยเก็บหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐและการบริโภคภายในประเทศ อย่าง กลุ่มค้าปลีก กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มท่องเที่ยวที่จะเข้าสู่ฤดูไฮซีซั่น เพราะยังสามารถมีโอกาสขายทำกำไร เนื่องจากมองดัชนีสิ้นปีที่ 1,450 ล้านบาท

นายเกรียงไกร ทำนุทัศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4/2558 ยังคงมีความผันผวน จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม หากดัชนีปรับตัวลงไปที่ระดับ 1,350 จุด มองว่าเป็นโอกาสของการเข้าลงทุน เนื่องจากในช่วงไตรมาส 4 ของทุกปี จะมีเม็ดเงินลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ไหลเข้าลงทุนตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังคาดว่านักลงทุนน่าจะคลายกังวลเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และความคืบหน้าการลงทุนของภาครัฐ โดยคาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4/2558 มีโอกาสขึ้นทดสอบระดับ 1,480 จุดได้

น.ส.อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวถึงภาพรวมการออกหุ้นกู้ของเอกชนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 มียอดการออกหุ้นกู้ประมาณ 3.9 แสนล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาและคาดว่าทั้งปียังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ว่าน่าจะมียอดการออกหุ้นกู้กว่า 5 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแนวโน้มในไตรมาส 4 น่าจะมีการออกหุ้นกู้อย่างต่อเนื่องเพราะยอดหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระ เช่น หุ้นกู้ของบริษัท ปตท. (PTT) 5,000 ล้านบาท บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ที่จะมีครบกำหนด 4,500 ล้านบาท ขณะที่บริษัทที่ได้ประกาศไว้ชัดเจนว่าจะออก เช่น บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) จะออกหุ้นกู้ 6,000 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทยอีก 6,500 ล้านบาท และยังมีบริษัทอื่นอีก

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน