
นักลงทุนเจ๊งหุ้น10%
ปิดสิ้นงวดไตรมาส 3 นักลงทุนขาดทุนหุ้น 10% จากดัชนีดิ่ง คาดไตรมาส 4 ดูดีขึ้น
ปิดสิ้นงวดไตรมาส 3 นักลงทุนขาดทุนหุ้น 10% จากดัชนีดิ่ง คาดไตรมาส 4 ดูดีขึ้น
ดัชนีหุ้นไทยสิ้นไตรมาส 3 ปิดที่ 1,349 จุด คิดเป็นสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 17.76 เท่า ดัชนีลดลง 9.93% เมื่อเทียบกับวันที่ 30 ธ.ค. 2557 ที่ปิด 1,497.67 จุด และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่ 12.76 ล้านล้านบาท มาร์เก็ตแคปหายไป 1.09 ล้านล้านบาท หรือลดลง 7.87% เมื่อเทียบสิ้นปีก่อนที่ 13.86 ล้านล้านบาท
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรมผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยในไตรมาส 4 มีทิศทางที่ดีขึ้นจากไตรมาส 3 ที่เคลื่อนไหวผันผวนมาก ซึ่ง 3 ปัจจัยที่ทำให้ดัชนีดีขึ้นมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่จะเริ่มเห็นผลในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี พ.ย.-ธ.ค. พร้อมกับเม็ดเงินจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) ที่จะเข้ามา หลังระหว่างปีเงินจากส่วนนี้ยังเข้ามาน้อย และเม็ดเงินต่างชาติจะไหลกลับหลังนักลงทุนรับรู้ข่าวไปมากแล้วว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเชื่อว่านักลงทุนรับข่าวเรื่องขึ้นดอกเบี้ยล่วงหน้าไปเยอะแล้ว และนักลงทุนจะเริ่มมีการปรับสินทรัพย์การลงทุน
นอกจากนั้น จะเริ่มเห็นมูลค่าการซื้อขายเริ่มเบาบางลงและตัวเลขการปิดโอนซื้อหุ้นต่างชาติปัจจุบันเหลือเกินกว่าที่ควรจะเป็นที่ 25% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำในรอบกว่า 10 ปี หรือเท่ากับปี 2547 โดยปกติเฉลี่ยอยู่ที่ 28-30% เช่นเดียวกับตัวเลขลงทุนผ่านไทยเอ็นดีวีอาร์ที่ลดลงเหลืออยู่ 6% จากปกติอยู่ที่ 8%
ดังนั้น กลยุทธ์ในเดือน ต.ค. ระยะสั้นหุ้นจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ 1,340-1,385 จุด ซึ่งระยะสั้นแนะนำให้เก็งกำไรที่ได้ผลประโยชน์จากภาครัฐและมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ เช่น รับเหมาก่อสร้าง ขณะที่ระยะกลางและยาวสามารถเริ่มทยอยสะสมหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่มสื่อสาร
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ มองว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4 มีมุมมองดีขึ้นจากการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งผลดีต่อการบริโภคโดยเฉพาะกลุ่มฐานราก แต่ดูจะสวนทางกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย กลุ่มราคาน้ำมันและธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นกลุ่มที่น้ำหนักต่อตลาดหุ้นไทย
อย่างไรก็ตาม ช่วงรอยต่อของเดือน ต.ค.จะมีการสนับสนุนให้เม็ดเงินต่างชาติมีโอกาสไหลกลับเข้าหุ้นไทยจากการที่จะมีการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่คาดว่าครั้งนี้จะเพิ่มเม็ดเงินอัดฉีดขึ้นอีก 10 ล้านล้านเยน เป็น 90 ล้านล้านเยน จากปกติจะใส่เงินอัดฉีดประมาณ 80 ล้านล้านเยนเท่านั้น เพราะขณะนี้อัตราเงินเฟ้อญี่ปุ่นต่ำมาก และมองว่าที่ผ่านมาต่างชาติขายหุ้นไทยออกไปมากแล้ว
กลยุทธ์การลงทุนช่วงครึ่งแรกของเดือน ต.ค. ถ้าดัชนีหุ้นต่ำกว่า 1,300 จุด ถือเป็นจังหวะเข้าไปทยอยเก็บหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐและการบริโภคภายในประเทศ อย่าง กลุ่มค้าปลีก กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มท่องเที่ยวที่จะเข้าสู่ฤดูไฮซีซั่น เพราะยังสามารถมีโอกาสขายทำกำไร เนื่องจากมองดัชนีสิ้นปีที่ 1,450 ล้านบาท
นายเกรียงไกร ทำนุทัศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4/2558 ยังคงมีความผันผวน จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม หากดัชนีปรับตัวลงไปที่ระดับ 1,350 จุด มองว่าเป็นโอกาสของการเข้าลงทุน เนื่องจากในช่วงไตรมาส 4 ของทุกปี จะมีเม็ดเงินลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ไหลเข้าลงทุนตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังคาดว่านักลงทุนน่าจะคลายกังวลเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และความคืบหน้าการลงทุนของภาครัฐ โดยคาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4/2558 มีโอกาสขึ้นทดสอบระดับ 1,480 จุดได้
น.ส.อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวถึงภาพรวมการออกหุ้นกู้ของเอกชนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 มียอดการออกหุ้นกู้ประมาณ 3.9 แสนล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาและคาดว่าทั้งปียังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ว่าน่าจะมียอดการออกหุ้นกู้กว่า 5 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแนวโน้มในไตรมาส 4 น่าจะมีการออกหุ้นกู้อย่างต่อเนื่องเพราะยอดหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระ เช่น หุ้นกู้ของบริษัท ปตท. (PTT) 5,000 ล้านบาท บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ที่จะมีครบกำหนด 4,500 ล้านบาท ขณะที่บริษัทที่ได้ประกาศไว้ชัดเจนว่าจะออก เช่น บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) จะออกหุ้นกู้ 6,000 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทยอีก 6,500 ล้านบาท และยังมีบริษัทอื่นอีก







