posttoday
เป็นหนี้ท่วมหัว ทำอย่างไรจะเอาตัวให้รอด

เป็นหนี้ท่วมหัว ทำอย่างไรจะเอาตัวให้รอด

30 กันยายน 2558

“หนี้บัตรเครดิต” เป็นอุปสรรคทางการเงินที่สำคัญ เพราะหากเคลียร์หนี้ไม่ได้แล้ว

โดย...ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์

“หนี้บัตรเครดิต” เป็นอุปสรรคทางการเงินที่สำคัญ เพราะหากเคลียร์หนี้ไม่ได้แล้ว การจะเริ่มต้นออมเพื่อเป้าหมายต่างๆ ก็คงเป็นเรื่องยากตามไปด้วย เราจึงตั้งใจนำประสบการณ์ที่เคยให้คำปรึกษาผู้มีปัญหาหนี้สินมาแบ่งปันเพื่อเป็นประโยชน์ให้ผู้ที่ประสงค์จะปลดหนี้ได้นำไปประยุกต์ใช้ต่อไป

ส่วนใหญ่ผู้ที่ติดต่อเข้ามาเพื่อขอแนวทางปลดหนี้นั้น มักตกอยู่ในสภาวะหนี้บานปลาย กล่าวคือ ยอดหนี้สูงกว่าเงินเดือนหลายเท่าตัว หมุนเงินจากบัตรที่สามารถกดเงินจนหมดทุกใบแล้ว และรู้สึกท้อใจกับการต้องวิ่งจ่ายเจ้าหนี้สถาบันการเงินแต่ละราย และเกินครึ่งมักตัดพ้อว่าเครียดมากถึงขั้นอยากฆ่าตัวตายก็มี 

ดังนั้น ประการแรก ควรปรับแก้ความรู้สึกเชิงลบและสร้างทัศนคติเชิงบวกให้เกิดขึ้น ทั้งนี้โดยพื้นฐานแล้วการผิดนัดชำระหนี้ถือเป็น “คดีแพ่ง” ไม่ใช่คดีอาญา ดังนั้นบทลงโทษเมื่อถึงที่สุดแล้วคือการเป็นบุคคลล้มละลาย แต่ไม่ถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะกฎหมายเองก็มีการให้ความคุ้มครองผู้เป็นลูกหนี้ด้วย

ในเชิงการยึดทรัพย์นั้น เจ้าหนี้ต้องดำเนินการส่งเรื่องเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เจ้าพนักงานของกรมบังคับคดี ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์ของลูกหนี้ไปขายทอดตลาดเพื่อชำระให้เจ้าหนี้ อย่างไรก็ดี การยึดทรัพย์จะมีข้อกำหนดโดยย่อ คือ

ห้ามยึดทรัพย์ที่เป็นของใช้ส่วนตัวในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 5 หมื่นบาท

ห้ามยึดทรัพย์ประเภทเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบอาชีพ ซึ่งมีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 1 แสนบาท

ห้ามยึดทรัพย์ประเภทเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

ห้ามยึดทรัพย์ที่ยังมีภาระผ่อนอยู่กับบุคคลที่สาม เช่น รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ที่ติดจำนำกับสถาบันการเงินอื่น

และในส่วนของการอายัดทรัพย์ เช่น เงินเดือน โบนัส นั้นจะกระทำได้แต่ก็ภายใต้ข้อจำกัด ดังนี้

อายัดเงินเดือนได้ไม่เกินร้อยละ 30 ก่อนการหักค่าต่างๆ (เช่น ภาษีเงินได้ ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) และต้องเหลือเงินให้ลูกหนี้ใช้จ่ายไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 หมื่นบาท

อายัดค่าล่วงเวลา ค่าคอมมิชชั่น หรือรายได้อื่นที่ได้เป็นครั้งคราวไม่เกินร้อยละ 30

อายัดเงินโบนัสได้ไม่เกินร้อยละ 50

ทั้งนี้ หากลูกหนี้มีความจำเป็นต้องนำเงินไปใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าเลี้ยงดูคนในอุปการะ หรืออื่นๆ ก็สามารถแสดงหลักฐานเพื่อขอให้ศาลลดอัตราการอายัดลงเพื่อให้สมควรกับการดำรงชีวิตของลูกหนี้ได้

เมื่อตั้งสติได้แล้วประการต่อมา คือ แจกแจงรายละเอียดหนี้สิน โดยข้อมูลที่สำคัญได้แก่ยอดการผ่อนชำระขั้นต่ำ ยอดหนี้คงค้าง และอัตราดอกเบี้ย เพื่อจะได้ประเมินและหาแนวทางการจัดการหนี้ที่เหมาะสมต่อไป เราเคยพบบางกรณีที่แจ้งว่าตนเองวิตกกังวลกับภาระหนี้สินมาก แต่เมื่อลองคำนวณดูแล้วพบว่ายอดผ่อนชำระขั้นต่ำโดยรวมอยู่แค่ประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้แต่ละเดือนเท่านั้น

ดังนั้น หากประหยัดค่าใช้จ่ายให้ดีแล้วมีโอกาสที่จะปลดหนี้ทั้งหมดได้ ความวิตกกังวลนั้นจึงเป็นเรื่องเกินเหตุ

วิธีการเริ่มลงมือจัดการหนี้สินในสถานการณ์นี้ควรใช้วิธี เล็งเป้ากำจัดหนี้ทีละตัว โดยในกรณีที่ดอกเบี้ยแตกต่างกันมากก็ให้ปิดหนี้ที่มี “อัตราดอกเบี้ยสูงสุด” ก่อน เช่น มีหนี้นอกระบบซึ่งคิดดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน กับหนี้ในระบบซึ่งคิดดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อปี ควรเลือกปิดหนี้นอกระบบก่อน แต่กรณีที่ดอกเบี้ยไม่ได้แตกต่างกันมาก เช่น หนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ซึ่งคิดดอกเบี้ยร้อยละ 20-28 ต่อปี อาจพออนุโลมให้ปิดหนี้ที่มี “ยอดหนี้คงค้างต่ำที่สุด” ได้ เพราะแนวคิดนี้มองว่ากำลังใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

การสร้างความรู้สึกว่าเราสามารถทำได้นั้น จะเป็นพลังให้ปลดหนี้ตัวต่อไปได้อีกทั้งนี้แนะนำเพิ่มเติมว่า ในเวลาเดียวกันขอให้พยายามรักษาระดับการจ่ายชำระขั้นต่ำกับเจ้าหนี้รายอื่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจากการผิดนัดชำระหนี้

การเล็งเป้ากำจัดหนี้ให้มีประสิทธิผลนั้น สิ่งสำคัญคือต้องมีเงินออมมากขึ้น ซึ่งมาจากการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงทันที วิธีนี้อาจทำให้เกิดความไม่สะดวกในการดำเนินชีวิตอยู่บ้างแต่เป็นเรื่องที่ต้องทำ ซึ่งอาจกินเวลาประมาณ 3-6 เดือนแล้วแต่กรณี

นอกจากนี้การเพิ่มเงินออมสามารถทำได้ด้วยการหารายได้เสริมหลากหลายวิธี เช่น การขอทำงานล่วงเวลาเพื่อรับโอที หรือการหาอาชีพเสริมประเภทที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากนัก เช่น การรับบรรยายให้ความรู้ นายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์ ตัวแทนประกัน ตัวแทนจำหน่ายสินค้า หรือการขายของออนไลน์ เป็นต้น

กรณีมีภาระหนี้สินพะรุงพะรัง หรืออยากใช้ “ยาแรง” ในการปลดหนี้ จำเป็นต้องตัดใจขายสินทรัพย์ที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง เริ่มจากสินทรัพย์ที่เป็นแบบทั่วไป สามารถหาซื้อใหม่ได้ในอนาคต และอาจรวมถึงสินทรัพย์ส่วนตัวจำพวกของสะสมหรือเครื่องประดับก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นกับความพร้อมด้วย อีกแนวทางหนึ่งในการปลดหนี้ คือ การเจรจากับเจ้าหนี้สถาบันการเงิน เพื่อขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในสัญญาเพื่อช่วยลดภาระการผ่อนชำระในแต่ละเดือนลง

อย่างไรก็ตาม อาจจะไม่สามารถเจรจาได้ทุกกรณี เพราะสถาบันการเงินแต่ละแห่งมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน บางสถาบันการเงินอาจกำหนดเงื่อนไขว่าจะรับเจรจาก็ต่อเมื่อลูกหนี้มีประวัติค้างชำระจนเข้าข่ายหนี้เสีย หรือเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แล้วเท่านั้น จึงจะเข้ากระบวนการแก้ไขสัญญาหรือการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ แต่บางสถาบันการเงินอาจผ่อนปรนให้ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขของสัญญาเป็นการชั่วคราว

ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการเสียประวัติในเรื่องการชำระหนี้สิน ทำให้การขอสินเชื่อในอนาคตทำได้ยากขึ้น วิธีนี้จึงควรใช้อย่างระมัดระวัง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ