
New Normal ตลาดบ้าน
หลายท่านที่อยู่ในแวดวงการเงินการลงทุนคงจะคุ้นเคยกับคำว่า New Normal เป็นอย่างดี คำนี้บัญญัติขึ้นมาโดย Bill Gross อดีตผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร PIMCO กองทุนตราสารหนี้ชั้นนำของโลก เขาบัญญัติคำว่า New Normal ขึ้นมาในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2008 เพื่ออธิบายสภาพที่เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยค่าใหม่ในระยะยาวที่ลดลงจากช่วงก่อนวิกฤต ซึ่งถือเป็นระดับ “ความปกติใหม่” หรือ New Normal ที่เราจะต้องพบเจอในบริบทเศรษฐกิจหลังจากวิกฤตการเงินค่ะ
หลายท่านที่อยู่ในแวดวงการเงินการลงทุนคงจะคุ้นเคยกับคำว่า New Normal เป็นอย่างดี คำนี้บัญญัติขึ้นมาโดย Bill Gross อดีตผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร PIMCO กองทุนตราสารหนี้ชั้นนำของโลก เขาบัญญัติคำว่า New Normal ขึ้นมาในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2008 เพื่ออธิบายสภาพที่เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยค่าใหม่ในระยะยาวที่ลดลงจากช่วงก่อนวิกฤต ซึ่งถือเป็นระดับ “ความปกติใหม่” หรือ New Normal ที่เราจะต้องพบเจอในบริบทเศรษฐกิจหลังจากวิกฤตการเงินค่ะ
ดิฉันอยากจะยืมเอาศัพท์ New Normal มาปรับใช้อธิบายตลาดบ้านของประเทศไทย เพราะตอนนี้ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีในอนาคตนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน และก่อให้เกิด “ความปกติใหม่” หรือ NewNormal กับตลาดบ้านของไทยที่พอจะประมวลได้ดังต่อไปนี้ค่ะ
1.ห้องนอนที่มากขึ้น เรากำลังเห็นทาวน์เฮาส์ที่เริ่มเพิ่มห้องนอนในชั้นล่างมากขึ้น โครงการใหม่ๆ หลายแห่งก็มีการเสนอห้องนอนที่มากถึง 5 ห้องนอน และมีห้องนอนชั้นล่างเพิ่มขึ้นมาด้วยค่ะ เนื่องจากว่าคนมีอายุมากขึ้น และเราก็เริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราต้องการพื้นที่ห้องนอนเพิ่มเติมสำหรับผู้สูงอายุไว้ต่างหาก
2.คนสูงอายุนิยมอยู่คอนโดกันมากขึ้น เป็นเพราะหลายปัจจัยทั้งไลฟ์สไตล์ของผู้สูงอายุมีความทันสมัยมากขึ้น ทั้งการใช้สมาร์ทโฟนและชื่นชอบความสะดวกสบายของสังคมเมือง การเดินทางที่สะดวก อีกทั้งผู้สูงอายุกับลูกหลานก็จะแยกบ้านกันอยู่มากขึ้น และคนสมัยนี้ก็อายุยืนขึ้นด้วย ดังนั้นแล้วคอนโดในเมืองที่ติดระบบขนส่งมวลชนจึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้สูงอายุในปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัยเลยค่ะ
3.Rejection Rate ของผู้กู้ซื้อบ้านจะยังคงสูงต่อไป ทั้งนี้สืบเนื่องจากปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงของคนเมือง และแบงก์ก็เข้มเรื่องเกณฑ์การปล่อยกู้มากขึ้น ส่งผลให้อัตราการปฏิเสธการขอสินเชื่อซื้อบ้าน หรือ Rejection Rate สูงขึ้นด้วยค่ะ จุดนี้ก็ย่อมส่งผลให้บริษัทบ้านต้องปรับตัวในการกรองลูกค้ามากขึ้น เพื่อลด Rejection Rate ลง
4.พลังงานทดแทนในตัวบ้าน บ้านในอนาคตจะเติบโตไปกับเทรนด์สังคมสีเขียวที่ใส่ใจต่ออนาคตที่ยั่งยืนและการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยค่ะ อุปกรณ์อย่างโซลาร์รูฟจะได้รับความนิยมมากขึ้นในการนำไปติดตั้งกับบ้านรุ่นใหม่ๆ เพื่อสนองความต้องการตรงจุดนี้ด้วยค่ะ
5.อายุของผู้กู้ซื้อบ้านที่มากขึ้น โดยปกติแล้วการกู้ซื้อบ้านนั้นจะมีระยะเวลาผ่อนชำระราว 30 ปี ดังนั้นแล้วคนที่ขอกู้ซื้อบ้านได้โดยมากจะต้องมีอายุไม่เกิน 30 ปีค่ะ แต่ในปัจจุบันเนื่องจากเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและคนจะมีอายุยืนมากขึ้น สถาบันการเงินจึงเริ่มผ่อนปรนเรื่องนี้และยืดอายุคนที่สามารถกู้ซื้อบ้านได้ไปถึงช่วงอายุ 35-40 ปีเลยค่ะ เพราะมองถึงอายุที่ยืนยาวมากขึ้น และอาจจะเกษียณช้าขึ้นด้วย ดังนั้นเราจะเห็นแพ็กเกจการเงินที่เหมาะสมกับคนวัยนี้ออกมาจูงใจให้กู้ซื้อบ้านด้วยค่ะ
โดยสรุปแล้วสิ่งที่จะกำหนด New Normal ของตลาดบ้านในอนาคตของประเทศไทยเรานั้นหนีไม่พ้นเรื่องของสังคมผู้สูงอายุ ปัจจัยจากเทคโนโลยีด้านไอที และการเกิดขึ้นของ Internet of Things และสังคมสีเขียวค่ะ ทั้งหมดจะเข้ามาปฏิวัติรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในอนาคตให้เปลี่ยนไปจากวันนี้ และย่อมส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ต่อโครงสร้างตลาดบ้านในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัยเลยค่ะ







