
‘เมย์แบงก์’ชอบสหรัฐ
บลจ.เมย์แบงก์ ชี้สหรัฐเข้ายุคควบรวม ออกกองเก็บหุ้นกลาง-เล็ก เชื่ออนาคตมูลค่าพุ่ง
บลจ.เมย์แบงก์ ชี้สหรัฐเข้ายุคควบรวม ออกกองเก็บหุ้นกลาง-เล็ก เชื่ออนาคตมูลค่าพุ่ง
นายตรีพล ภูมิวสนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในช่วงต่อจากนี้สหรัฐจะเป็นยุคของการควบรวมกิจการ เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตขึ้น จึงมีบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการขยายธุรกิจโดยการควบรวมกิจการมากขึ้น ทำให้บริษัทขนาดกลางและเล็กมีมูลค่าเพิ่มจากการถูกควบรวมกิจการ
บลจ.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จึงออกกองทุนเปิดเมย์แบงก์ ยูเอส แอคทีฟ อิควิตี้ (M-USA) ลงทุนในกองทุน Wells Fargo (Lux) Worldwide Fund-U.S. Select Equity Fund ซึ่งมีนโยบายลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็กที่มีศักยภาพและมีโอกาสที่จะถูกควบรวมกิจการในอนาคต โดยลงทุนหุ้นสหรัฐอย่างน้อย 2 ใน 3 ของพอร์ต
“การลงทุนที่ชอบมากที่สุดตอนนี้ คือ หุ้นสหรัฐ เพราะเชื่อว่าการโตของเศรษฐกิจจะส่งผลให้บริษัทในสหรัฐมีการขยายกิจการ โดยเน้นการควบรวมมากขึ้น และปัจจุบันมีบริษัทขนาดเล็กที่มีคุณภาพอยู่ในตลาดสหรัฐค่อนข้างมาก ในขณะที่กองทุนหลักให้ผลตอบแทนมากกว่า 10% มาตลอด” นายตรีพล กล่าว
นอกจากนี้ นายตรีพลยังแนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นยุโรป เพราะเชื่อว่ามีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้น แต่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะทรงตัว โดยผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นออกมาต่ำกว่าประมาณการ 2 ไตรมาสติดต่อกัน
“สำหรับตลาดเกิดใหม่และหุ้นจีน เราลดน้ำหนักการลงทุนตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เพราะนโยบายของจีนไม่ชัดเจน และนักลงทุนในตลาดหุ้นจีนส่วนใหญ่จะเป็นรายย่อย เพราะฉะนั้นถ้าไม่ให้ใช้มาร์จิ้น หุ้นจีนก็จะไม่ไปไหน” นายตรีพล กล่าว
นายตรีพล กล่าวอีกว่า ปลายปีนี้มีแผนที่จะออกกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ลงทุนหุ้นที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ทั่วโลก และกองทุนไฮยิลด์บอนด์ ลงทุนในหุ้นกู้เอกชนทั่วโลกที่มีอันดับเครดิตต่ำน่าลงทุนโดยบริหารเชิงรุก และคาดว่าจะให้ผลตอบแทน 5-6% ต่อปี
ทั้งนี้ ปัจจุบัน บลจ.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) อยู่ 1,200 ล้านบาท จากสิ้นปี 2557 มีอยู่ 1,000 ล้านบาท
“คาดว่าสิ้นปีนี้ AUM จะอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท แต่ประมาณการกำไรลดลง เพราะโครงการที่จะทำรวมกับธนาคารแม่ที่มาเลเซียต้องยกเลิกไป แต่เชื่อว่าปี 2559 จะกลับมามีกำไรได้ ซึ่งธนาคารแม่มีความเห็นตรงกับเราว่าจะเน้นด้านผลกำไรมากกว่าขนาดของสินทรัพย์” นายตรีพล กล่าว







