
วสท.เสนอ7ข้อแก้รถติด ระหว่างก่อสร้างรถไฟฟ้า
โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์
โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์
การรื้อสะพานข้ามแยกเกษตรเพื่อก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ส่งผลให้เกิดกระแสความหวั่นวิตกเรื่องการจราจรในอีก 5 ปีนับจากนี้ ตามระยะเวลาการก่อสร้างโครงการดังกล่าว และจากแผนการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าเส้นทางใหม่ๆ ของภาครัฐ อาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านการจราจรในอีกหลายพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างเลี่ยงไม่ได้จนกลายเป็นวิกฤตจราจรครั้งใหญ่
วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) จึงได้เปิดเวทีระดมความเห็นร่วมกับ 15 องค์กร ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (คณะวิศวกรรมศาสตร์), สมาคมวิทยาการจราจรและขนส่งแห่งประเทศไทย, สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย, สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย (ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรุงเทพมหานคร (สำนักการระบายน้ำ สำนักการโยธา สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักการจราจรและขนส่ง), การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), กรมทางหลวง, กรมทางหลวงชนบท, การทางพิเศษแห่งประเทศไทย, การไฟฟ้านครหลวง, การประปานครหลวง และ บริษัท กสท โทรคมนาคม เพื่อร่วมกันหาทางออกในเรื่องนี้
อรวิทย์ เหมะจุฑา ประธานอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมจราจรและขนส่ง วสท. กล่าวว่า วสท.อยากให้โครงการสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคตเป็นโมเดลต้นแบบของการก่อสร้างปลอดภัยและมีผล
กระทบกับปัญหาจราจรน้อยที่สุด โดยมี 7 ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ปัญหาวิกฤตจราจรจากงานก่อสร้างโครงการต่างๆ ใน กทม. ดังนี้ 1.ผู้ดูแลโครงการก่อสร้างมีมาตรการการบริหารจัดการพื้นที่ก่อสร้างและพื้นผิวจราจรอย่างมีประสิทธิภาพ 2.ผู้ปฏิบัติงานในไซต์ก่อสร้างบริหารจัดการวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้าง ควรหลีกเลี่ยงการจัดวางในบริเวณที่กีดขวางการจราจรหรือบนพื้นผิวการจราจร 3.เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยดูแลจัดการเพื่อให้การจราจรคล่องตัว
4.เจ้าของโครงการมีความรับผิดชอบและตรวจสอบความปลอดภัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นประจำทุกวัน 5.ผู้ใช้รถใช้ถนนมีระเบียบวินัย เคารพและปฏิบัติตามกฎจราจร 6.ประชาชนผู้อาศัยและชุมชนใกล้พื้นที่ก่อสร้างไม่เพิ่มภาระให้รถติดหนักขึ้นไปอีก เช่น การจอดรถในที่ห้ามจอด การจอดริมถนนแวะซื้อของ หรือการตั้งร้านหาบเร่แผงลอยบริเวณพื้นผิวจราจร เป็นต้น 7.หน่วยงานต่างๆ มีการ
เตรียมการจัดระเบียบและลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดรถติด เช่น การเตรียมท่อระบายน้ำรับมือหากฝนตกจะไม่เกิดน้ำท่วมขัง การรณรงค์ไม่ให้ทิ้งขยะลงท่อหรือทางน้ำเพื่อลดการอุดตัน การติดตั้งป้ายเตือนเลี่ยงการจราจรบริเวณก่อสร้าง การจัดหน่วยซ่อมฉุกเฉิน และหน่วยบริการส่งตัวผู้บาดเจ็บเร่งด่วน เป็นต้น
“ที่ผ่านมาผู้รับเหมาหรือผู้ว่าจ้างของโครงการภาครัฐอาจมีการจัดทำรายงานวิเคราะห์ด้านการจราจรระหว่างก่อสร้างโครงการและข้อเสนอแนะแล้ว แต่อาจยังไม่ปฏิบัติจริงอย่างเต็มที่ จึงทำให้เกิดปัญหาจราจรในปัจจุบัน รวมถึงความล่าช้าในการก่อสร้างโครงการก็เป็นผลให้ปัญหาจราจรกินเวลานานขึ้น ซึ่งหนึ่งในความล่าช้าของงานก่อสร้างเกิดจากการย้ายสาธารณูปโภคใต้ดิน ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่หน่วยงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรประสานงานกัน เพื่อให้งานก่อสร้างโครงการใหญ่เป็นไปตามกำหนด”
ปัจจุบันการจราจรในกรุงเทพฯ อยู่ในสภาวะติดขัด โดยในปี 2557 อัตราความเร็วเฉลี่ยของรถยนต์ส่วนบุคคลบนถนนสายหลักต่างๆ (ไม่รวมบนถนนวงแหวนชั้นใน) ในชั่วโมงเร่งด่วนช่วงเช้าจะอยู่ที่ 15.8 กิโลเมตร (กม.)/ชั่วโมง (ชม.) และในช่วงเย็นจะอยู่ที่ 22.4 กม./ชม. ทันทีที่มีสิ่งกีดขวางเกิดขึ้นในช่วงถนนใด ก็พร้อมจะเกิดการจราจรติดขัดหนักขึ้นและต่อเนื่องไปทั่วเกือบทุกถนน ยิ่งในช่วงที่ฝนตก มีน้ำขัง รถจอดเสียเกิดอุบัติเหตุหรือรถชน หรือมีกิจกรรมข้างถนน ก็ยิ่งจะทำให้ปัญหาลุกลามเลวร้ายขยายวงยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการจราจรติดขัดบนถนนนั้น มีสาเหตุมาจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เบียดบังผิวการจราจรไป เช่น 1.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่แยกเกษตร ทำให้บริเวณนั้นรถติดหนัก 2.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค-บางซื่อ-ท่าพระ ซึ่งจะกระทบต่อสภาพการจราจรในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน อาทิ ถนนเจริญกรุง ถนนอิสรภาพ ถนนเพชรเกษม ถนนจรัญสนิทวงศ์ 3.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ซึ่งจะกระทบการจราจรในย่านนนทบุรี บางบัวทอง 4.โครงการก่อสร้างทางลอดแยกไฟฉาย ซึ่ง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อถนนจรัญสนิทวงศ์และถนนพรานนก
5.โครงการสร้างทางลอดแยกมไหสวรรย์ ซึ่งทำให้ถนนตากสินและถนนรัชดาภิเษกเกิดการจราจรติดขัดอย่างหนัก 6.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการจราจรในเส้นสุขุมวิท ยาวไปถึงการจราจรใน จ.สมุทรปราการ 7.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ที่ทำให้ถนนโลคัลโรดรถติดยาวตลอดทั้งเส้นทาง และ 8.โครงการก่อสร้างทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอก ซึ่งทำให้การจราจรในถนนราชพฤกษ์ จรัญสนิทวงศ์ สิรินธร บรมราชชนนี และกำแพงเพชร หนาแน่นและติดขัดตลอดเส้นทาง
ภคพงษ์ ศิริกันทรมาศ ผู้อำนวยการฝ่ายก่อสร้าง รฟม. กล่าวว่า ในฐานะเจ้าของโครงการพยายามทำทุกกระบวนการให้มีปัญหาน้อยสุด แต่ต้องยอมรับว่าในแต่ละขั้นตอนของงานก่อสร้างก็มีข้อจำกัดที่หลากหลาย ซึ่งการเปิดเวทีหารือร่วมกันในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน
รถไฟฟ้า 11 เส้นทางทั้งที่เปิดให้บริการแล้วและกำลังก่อสร้าง เป็นสิ่งที่จะพลิกโฉมกรุงเทพฯ แต่ในระหว่างทางอาจก่อให้เกิดอุปสรรคในวิถีชีวิต ซึ่งนอกจากการปรับตัวของภาคผู้รับเหมาและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาชนเองก็ต้องยอมรับและปรับตัวด้วยเช่นกัน







