
ความเท่าเทียมกัน
สิทธิมนุษยชนหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่เกิดมา ไม่สามารถโอนให้แก่กันได้ และไม่มีบุคคลหรือองค์กรใดหรือแม้แต่รัฐสามารถล่วงละเมิดความเป็นมนุษย์ได้ ไม่ว่าความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา แหล่งกำเนิด เพศ สีผิว บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิและความเสมอภาคที่จะได้รับความคุ้มครองมิให้ผู้ใดมาละเมิด
สิทธิมนุษยชนหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่เกิดมา ไม่สามารถโอนให้แก่กันได้ และไม่มีบุคคลหรือองค์กรใดหรือแม้แต่รัฐสามารถล่วงละเมิดความเป็นมนุษย์ได้ ไม่ว่าความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา แหล่งกำเนิด เพศ สีผิว บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิและความเสมอภาคที่จะได้รับความคุ้มครองมิให้ผู้ใดมาละเมิด
ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศ อนุสัญญาและปฏิญญาระหว่างประเทศก็ได้ให้การรับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งไทยก็เป็นภาคีอยู่ด้วย และนำหลักการนี้มาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหลายๆ ฉบับ แม้แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ก็ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 4
ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ทั่วโลกจับตาเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน การค้ามนุษย์ แม้แต่ภายในประเทศเองก็มีกลุ่มองค์กรต่างๆ ออกมาเรียกร้องความเสมอภาค ความเท่าเทียมทางเพศ เช่น องค์กรสิทธิเด็กและสตรี เครือข่ายกลุ่มบุคคลผู้หลากหลายทางเพศ กระทั่งล่าสุดได้มี พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ที่มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2558
เหตุผลของการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ ในปัจจุบันยังไม่มีมาตรการป้องกันการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศที่ชัดเจน ส่งผลให้บุคคลที่ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้รับความคุ้มครองและไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควร ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนสากลตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี
สาระสำคัญตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีอยู่ในบทนิยามมาตรา 3 “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” หมายความว่า การกระทำหรือไม่กระทำการใดอันเป็นการแบ่งแยก กีดกัน หรือจำกัดสิทธิประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมโดยปราศจากความชอบธรรมเพราะเหตุบุคคลนั้นเป็นเพศชายหรือเพศหญิง หรือมีการแสดงออกที่หลากหลายทางเพศโดยกำเนิด ซึ่งในตอนท้ายของบทบัญญัติมาตรานี้ได้เพิ่ม “กลุ่มบุคคลผู้หลากหลายทางเพศ” จึงเป็นกฎหมายฉบับแรกที่มีการให้คำจำกัดความถึงกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศที่มีอยู่จำนวนมากในปัจจุบัน
พ.ร.บ.กำหนดให้มี “คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” หรือ วลพ. มีอำนาจออกคำสั่งใดๆ ในกรณีที่เห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ รวมทั้งให้มีการชดเชยและเยียวยาผู้เสียหาย แต่การได้รับชดเชยและเยียวยาค่าเสียหายก็ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง
ให้มีการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ เพื่อนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อช่วยเหลือ ชดเชยและเยียวยา หรือบรรเทาทุกข์แก่บุคคลซึ่งตกเป็นผู้เสียหายจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นหลักประกันให้กับบุคคลที่ถูกละเมิดที่จะได้รับเงินจากกองทุนดังกล่าวมาช่วยบรรเทาความเสียหาย หากไม่สามารถหาค่าใช้จ่ายมาดำเนินคดีในชั้นศาลได้
แต่อย่างไรเสีย แม้กฎหมายจะออกมารับรองสิทธิความเท่าเทียมกันของทุกเพศ ความเสมอภาคกันในด้านต่างๆ แต่ทุกคนก็ย่อมมีหน้าที่ด้วยนอกจากสิทธิแล้วที่จะปฏิบัติตนโดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้ใด ปฏิบัติต่อบุคคลอื่นเช่นเดียวกับที่อยากให้บุคคลอื่นปฏิบัติต่อตน







