posttoday
ผลตอบแทนพันธบัตร ระยะกลางถึงยาวปรับตัวลดลง

ผลตอบแทนพันธบัตร ระยะกลางถึงยาวปรับตัวลดลง

22 กันยายน 2558

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (14-18 ก.ย. 2558) ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 296,320.89 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 59,264.18 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 21%

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (14-18 ก.ย. 2558) ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 296,320.89 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 59,264.18 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 21%

ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้ว จะพบว่ากว่า 71% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 209,210 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน)

ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 55,290 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 9,386 ล้านบาท หรือคิดเป็น 19% และ 3% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ

สำหรับพันธบัตรรัฐบาล ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือรุ่น LB196A (อายุ 3.7 ปี) LB21DA (อายุ 6.3 ปี) และ LB176A (อายุ 1.7 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 18,117 ล้านบาท 12,368 ล้านบาท และ 6,735 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท บ้านปู รุ่น BANPU247A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 607 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ปตท. รุ่น PTTC165B (AAA(tha)) มูลค่าการซื้อขาย 441 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) รุ่น AP169A (A-) มูลค่าการซื้อขาย 439 ล้านบาท

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะกลางถึงยาวปรับตัวลดลง 0.06-0.27% สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวช่วงอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงประมาณ 0.27% จาก 3.06% ในสัปดาห์ก่อนหน้าเป็น 2.79% โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดตราสารหนี้ไทยได้รับผลกระทบจากผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของสหรัฐ ซึ่งประกาศในวันที่ 17 ก.ย. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0-0.25% และได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกซึ่งยังชะลอตัวโดยเฉพาะเศรษฐกิจของจีน และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และเศรษฐกิจของประเทศใน Emerging Market

ทั้งนี้ ผลการประชุม FOMC ดังกล่าวยังมีผลต่อค่าเงินบาทในวันที่ 17 ก.ย. โดยปรับตัวแข็งค่าขึ้นถึง 0.24 บาท หรือ 0.68% อยู่ที่ 35.54 บาท/เหรียญสหรัฐด้วย สำหรับปัจจัยภายในประเทศ
ผลการประชุม กนง.ในวันที่ 16 ก.ย.มีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่
ระดับ 1.50% เป็นไปตามที่นักลงทุนคาดไว้

สัปดาห์ที่ผ่านมา (14 ก.ย.-18 ก.ย. 2558) กระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสุทธิ 3,044 ล้านบาท โดยเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี) ประมาณ 741 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุมากกว่า 1 ปี) ประมาณ 3,786 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ