posttoday
อสังหาริมทรัพย์ต่างแดน (1)

อสังหาริมทรัพย์ต่างแดน (1)

21 กันยายน 2558

โดย...ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ

โดย...ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ

ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้มีคนไทยไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินที่รัฐบาลประกาศออกมาล่าสุด โดยการนำเงินไปลงทุนต่างประเทศได้ไม่เกินปีละ 5 ล้านเหรียญสหรัฐนั้น ผมเชื่อว่าจะทำให้คนไทยมีความสนใจในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างแดนมากขึ้น เนื่องจากการลงทุนในประเทศตอนนี้ค่อนข้างชะลอตัว

สำหรับประเทศที่คนไทยนิยมไปลงทุนกันก็คงหนีไม่พ้น อังกฤษ อเมริกา และญี่ปุ่น สำหรับอังกฤษและอเมริกานั้นถือว่ามีการลงทุนประเภทนี้มานานแล้ว โดยเฉพาะผู้ปกครองที่ส่งบุตรหลานไปเรียนต่อ แต่ปัจจุบันเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในการลงทุนเพื่อผลตอบแทนด้านการเช่า และความคาดหวังจาก Capital Gain ในอังกฤษนั้นเมืองที่ได้รับความนิยมสำหรับคนไทยมากที่สุด ก็คือ ลอนดอน ส่วนอเมริกาก็ต้องเป็นนิวยอร์ก แต่สำหรับญี่ปุ่น เริ่มมีการลงทุนในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ สืบเนื่องจากการท่องเที่ยวญี่ปุ่นกับคนไทยเติบโตถึงจุดที่ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะเมืองที่เป็นสกีรีสอร์ท

นอกจากนี้ ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ญี่ปุ่นไม่ได้ปรับตัวขึ้นมาเป็นเวลานาน จึงทำให้ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น สำหรับเมืองที่ได้รับความนิยมคือ นิเซโกะ ถ้าจะพูดถึงลักษณะทางกายภาพของทั้ง 3 เมือง ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ นิวยอร์กมีความคล้ายคลึงกับกรุงเทพฯ มากที่สุด เพราะเป็นเมืองที่มีประชากรอยู่อาศัยหนาแน่นและเต็มไปด้วยตึกระฟ้า หลายๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่ากรุงเทพฯ นั้นถึงแม้ว่าจะอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา แต่เป็นเมืองที่มีตึกระฟ้ามากติดอันดับโลกเหมือนกัน

อย่างไรก็ดี ถ้าสังเกตด้วยสายตาแล้วจะเห็นว่ารูปแบบของตึกในกรุงเทพฯ และนิวยอร์กนั้นมีความต่างกันพอสมควร โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นศูนย์กลางทางการเงิน ในนิวยอร์กนั้นเราจะเห็นตึกสูงตั้งอยู่เรียงรายติดกันเป็นจำนวนมาก และถนนที่กั้นระหว่างตึกต่างๆ ก็ไม่ได้มีความกว้างมาก แต่ถ้าเป็นในเมืองไทยการที่จะสร้างตึกสูงได้นั้น ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นความกว้างของถนน ความกว้างของหน้าดิน ความลึกของที่ดิน และ Zoning ที่ต้องได้รับการอนุญาตให้สร้างตึกสูง

นอกจากนี้แล้ว ยังต้องเว้นพื้นที่รอบอาคารไว้เพื่อให้รถขนาดใหญ่สามารถขับวนรอบได้ ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้ เป็นต้น ผมเลยอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมเมืองที่มีความสำคัญระดับโลกอย่างนิวยอร์กถึงไม่ต้องมีกฎต่างๆ เหล่านี้ จะว่าเขาไม่คำนึงถึงความปลอดภัยก็คงไม่ใช่ ดังนั้นระบบโครงสร้างและระบบการป้องกันอัคคีภัยภายในแต่ละอาคารคงต้องมีการออกแบบมาอย่างดี และสามารถจัดการกับเหตุฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่ๆ

ลองคิดดูอีกที ก็จริงอยู่ถ้าเกิดเหตุเพลิงไหม้ในอาคารที่สูงมากๆ รถดับเพลิงก็คงไม่สามารถฉีดน้ำเข้าไปถึงได้อยู่ดี ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดน่าจะมาจากการออกกฎหมายบังคับเรื่องคุณภาพงานก่อสร้างและระบบป้องกันภัยที่ได้มาตรฐาน ถ้าเรานำแนวคิดของเขามาปรับใช้ เราก็จะได้เปลี่ยนวิธีคิดจากแก้ไขเป็นป้องกันแทน

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน