
คาดดัชนีปีหน้าเหลือ915 จุด
ยุโรป-การเมืองเสี่ยง นักวิเคราะห์กดดัชนีปีหน้าเหลือ915จุด
ยุโรป-การเมืองเสี่ยง นักวิเคราะห์กดดัชนีปีหน้าเหลือ915จุด
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์ เปิดเผยผล สำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ล่าสุดว่า นักวิเคราะห์ได้ปรับลดดัชนีปี 2554 ลงเหลือ 915 จุด จากผลการสำรวจเมื่อเดือนมี.ค. 2553 มองไว้ที่ 946 จุดหรือกดดัชนีลง 31 จุดเพราะ ตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงจากปัญหาปัญหาเศรษฐกิจและหนี้สินของยุโรป ขณะที่การเมืองไทยก็ยังมีความเสี่ยงโดยเฉพาะการตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์เพราะผลของคดีอาจจะส่งผลกระทบเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศได้ โดยเฉพาะในเรื่องของขั้วรัฐบาล
เลขาธิการสมาคมกล่าวว่า ในส่วนของเป้าหมายดัชนีสิ้นปี 2553 นั้นนักวาเคราะห์เสียงส่วนใหญ่ได้ขยับเป้าหมายดัชนีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 849 จุดจากผลการสำรวจ เมื่อเดือนมี.ค.2553 มองไว้ที่ 827 จุด หรือปรับเพิ่มขึ้น 22 จุด โดยให้เหตุลของการปรับขึ้นดัชนีนั้นมาจากการที่เศรษฐกิจของประเทศเติบโตดีขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี)ของไตรมาส แรกของปีที่โตประมาณ 12% ส่งผลให้คาดว่าปีนี้จีดีพีทั้งปีน่าจะโตได้ประมาณ เฉลี่ยเกิน3%และปัญหาการเมืองช่วงทีผ่านมารัฐบาลสามารถจัดการได้ในเวลาค่อนข้างเร็ว
" ขณะนี้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ได้ปรับจีดีพีปีนี้เป็น 5.2% จากการสำรวจก่อนหน้ามองไว้ที่ 4% และประเมินว่าปี2554 จีดีพีจะโต 4.3%หดตัวลงเล็กน้อยจากการสำรวจก่อนหน้าที่มองว่าจะโต 4.5%"
สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนั้นยังคงมองว่าสิ้นปีอัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตร(R/P)จะอยู่ที่ 1.8 %เท่ากับการสำรวจครั้งก่อนแต่ประเมินว่าในช่วงครึ่งหลังของปีแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งหากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นก็จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นบ้าง ส่วนตัวเลขเงินเฟ้อประเมินว่าจะอยู่ที่ 3.3%และตัวเลขอัตราแลกเปลี่ยนสิ้นปีจะอยู่ที่ 32.1 บาทต่อเหรียญสหรัฐและสิ้นปี2554 จะอยู่ที่ 31.4 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตามในการสำรวจครั้งนี้ได้เปิดให้นักวิเคราะห์เสนอข้อเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งดำเนินการโดยเร็วเพื่อเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสังคมและตลาดทุนอันดับแรกคือเร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโครงการไทยเข้มแข็ง รองลงมาคือเรื่องการเมืองและสุดท้ายคือมาตรการด้านตลาดทุน เช่นมาตรการภาษีสนับสุนให้มีบริษัทจดทะเบียนในตลาดเพิ่มขึ้น เช่นนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดเป็นต้น
ส่วนปัญหาที่รัฐบาลต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและเตรียมการรองรับอันอันดับแรกยังคงเป็นเรื่องปัญหาการเมือง ทั้งในเรื่องของเสถียรภาพรัฐบาล และความที่จะเกิดความรุนแรงต่อเนื่อง รองลงมาคือปัญหาเศรษฐกิจโลก ที่ยังผันผวนและอาจเกิดวิกฤตรอบสองซึ่งจะมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย และสุดท้ายคือปัญหาราคาสินค้าแพง จากแนวโน้มเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น และปัญหาความน่าช้าในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเบิกจ่ายงบประมาณ







