
ตร.รถไฟสร้างเอกภาพ รับอาเซียนใช้ระบบรางคึก
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
ใกล้เวลาเข้ามาทุกทีสำหรับการเปิดประตูเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเป็นทางการปลายปีนี้ โดยที่ผ่านมาการโหมโรงความร่วมมือหลากหลายด้าน ทั้งระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล รัฐบาลกับภาคธุรกิจ ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นทิศทางเดียวกันว่าอาเซียนยังยากที่จะหลอมรวมกันให้เป็นปึกแผ่นได้ในทันทีทันใด เพราะเงื่อนไขหลักเกณฑ์เรื่องกฎหมาย กฎระเบียบในแต่ละชาติ
แต่ภาพที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ รัฐบาลไทยรวมถึงเพื่อนบ้านมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานการเดินทางเชื่อมโยงระหว่างกัน โดยเฉพาะการเดินทางระบบราง รถไฟความเร็วสูง รถไฟความเร็วปานกลาง จะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับการเคลื่อนย้ายภาคแรงงาน นักท่องเที่ยวอาเซียนและทั่วโลกที่มาเยือน การเดินทางที่สะดวกสบายต้องมาพร้อมกับการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวด้วย
พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผู้บังคับการตำรวจรถไฟ เล่าว่า ภายหลังการเปิดอาเซียนทางกายภาพทั้ง 10 ชาติสมาชิกจะเดินทางเชื่อมโยงระหว่างกัน โดยเฉพาะระบบราง ตำรวจรถไฟจะมีบทบาทอย่างมาก ด้านการป้องกันกวดขันอาชญากรรมข้ามชาติที่แฝงตัวมากับนักท่องเที่ยว อีกด้านหนึ่งต้องมีหัวใจรักการบริการ ให้คำแนะนำข้อมูลขั้นพื้นฐานกับนักเดินทางได้
สำหรับการเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดอาเซียน ตำรวจรถไฟเตรียมเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พิจารณาปรับโครงสร้างอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบงานด้านการดูแลรักษาความปลอดภัยระบบรถรางของไทยให้เป็นเอกภาพ โดยมีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อป้องกันการสับสนของประชาชนไทยและต่างชาติที่เข้ามาเยี่ยมเยือนประเทศไทย เนื่องจากตำรวจรถไฟดูแลและปฏิบัติงานเฉพาะรถไฟที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้บริการเท่านั้น ขณะที่เมื่อเกิดเหตุบริเวณรถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที จะเป็นตำรวจท้องที่เป็นผู้รับผิดชอบ
นอกจากนี้ ตำรวจรถไฟไม่มีอำนาจการสอบสวนผู้กระทำผิดเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย มีอำนาจเพียงการจับกุมเพื่อส่งต่อให้ตำรวจท้องที่ดำเนินการตามขั้นตอน ยกเว้นสถานีตำรวจรถไฟในพื้นที่ของ รฟท.ในเขตกรุงเทพฯ เท่านั้นที่สามารถดำเนินงานได้ครบทุกขั้นตอนตามกฎหมาย
“การปรับเปลี่ยนหน้าที่ความรับผิดชอบการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวที่ใช้ระบบรางของประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อเตรียมความพร้อม ไม่ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความสับสน เมื่อเกิดเหตุสามารถติดต่อหน่วยงานได้ทันที ส่วนงานทั้งหมดจะขึ้นตรงกับ รฟท.หรือไม่นั้นไม่สำคัญ แต่ต้องสร้างความมีเอกภาพให้เกิดขึ้น” พล.ต.ต.จิรสันต์ กล่าว
ขณะเดียวกัน ต้องการให้ปรับปรุงพื้นที่การใช้บริการรถไฟให้เป็นระบบปิดในพื้นที่ชานชาลา จำกัดพื้นที่การเข้าออกเพียงช่องทางเดียว นำร่องที่หัวลำโพง สุไหงโก-ลก การตรวจสอบผู้โดยสารควรมีลักษณะใกล้เคียงกับการใช้บริการโดยสารเครื่องบิน เพื่อป้องกันการก่อเหตุร้ายบนขบวนรถไฟ
รวมถึงต้องการให้ใช้บัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตซื้อตั๋วโดยสารจะช่วยคัดกรองคนร้ายลักลอบหลบหนี ป้องกันการเกิดเหตุได้เป็นอย่างดี ลงทุนติดตั้งกล้องวงจรปิดซีซีทีวีในพื้นที่ชานชาลา เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการที่ดี สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการ และเป็นเครื่องมือช่วยติดตามจับกุมคนร้ายเมื่อเกิดเหตุ
ผู้บังคับการตำรวจรถไฟ บอกว่า ด้านความร่วมมือกับหน่วยงานตำรวจ ได้ประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการบริการ เช่น ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจทางหลวง ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารร่วมกัน กรณีติดตามคดียาเสพติด ค้ามนุษย์ การนำข้อมูลการจับกุมคดีย้อนหลังในทางสถิติ มาปรับแผนใช้เป็นข้อมูลการเฝ้าระวังการก่อเหตุ
ปัจจุบันตำรวจรถไฟมีกำลังพล 680 นาย มีพื้นที่สถานีรถไฟทั่วประเทศไทย จำนวน 426 สถานี เมื่อเทียบกับการดูแลรักษาความปลอดภัยของรถไฟฟ้าใต้ดิน บีทีเอส ใช้บุคลากรดูแลรักษาความปลอดภัยเฉลี่ย 10-15 คน/สถานี ในส่วนนี้กองบังคับการตำรวจรถไฟอยู่ระหว่างการขอกำลังพลเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับระบบรางที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
“ตำรวจรถไฟได้เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบผู้มาใช้บริการ รวมถึงนำเทคโนโลยีมาช่วยตรวจสอบเรื่องข้อมูล การติดตั้งเครื่องสแกนสัมภาระ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีเขตติดต่อกับชายแดน เช่น ทวาย หนองคาย อรัญประเทศ ช่วยยกระดับการตรวจสอบ การฝึกบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญ รับมือกับเหตุในพื้นที่แคบ จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนให้มีทักษะเฉพาะด้าน” พล.ต.ต.จิรสันต์ กล่าวทิ้งท้าย







