
คดีแบงก์กรุงไทย
โดย...รุจิระ บุนนาค
โดย...รุจิระ บุนนาค
เมื่อปลายเดือน ส.ค. 2558 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาในคดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง มีจำเลยหลายคนที่เกี่ยวพันในคดีนี้ที่ต้องโทษถึงจำคุก โดยที่จำเลยสองคนในคดีมีตำแหน่งเป็นถึงอดีตประธานคณะกรรมการบริหารและอดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย ซึ่งต้องโทษจำคุกถึง 18 ปี
ความผิดอาญาสำคัญที่อัยการได้ฟ้องจำเลยในคดีนี้ ได้แก่ ความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ซึ่งเป็นความผิดที่มีบทลงโทษสูงสุด
พ.ร.บ.ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์กำหนดโทษสำหรับพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ เพราะรัฐได้ลงทุนจัดตั้งองค์การและหน่วยงานอื่น และในบางกรณีได้เข้าถือหุ้นในบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ ทุนที่ได้ลงไปหรือหุ้นที่รัฐได้ถือไว้นี้เป็นทรัพย์สินของชาติ และเนื่องด้วยองค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และหน่วยงานดังกล่าวไม่ต้องถูกผูกมัดให้ปฏิบัติตามระเบียบราชการโดยเคร่งครัด หากผู้ปฏิบัติงานไม่อยู่ในข่ายการควบคุมหรือถูกลงโทษอย่างหนัก เมื่อกระทำความผิดแล้ว อาจทำให้การดำเนินงานขององค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และหน่วยงานประสบความล้มเหลว และเกิดความเสียหายแก่รัฐอย่างร้ายแรง
ธนาคารกรุงไทยมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ อัยการจึงมีอำนาจฟ้องการกระทำที่มีการปล่อยกู้ให้กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งบริษัทนี้ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคาร มีการขาดทุนสะสมต่อเนื่องหลายปี ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องนโยบายสินเชื่อที่กำหนดให้มีการวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ และคำสั่งของธนาคารกรุงไทยเรื่องความเสี่ยงของการอนุมัติสินเชื่อ รวมถึงการที่นำเงินกู้จำนวนหนึ่งถ่ายโอนในกลุ่มเพื่อประโยชน์ส่วนตน จึงถือว่าเป็นการกระทำที่ทำให้รัฐเสียหายโดยตรง
ก่อนหน้านี้เคยมีคดีที่ผู้จัดการสาขาธนาคารออมสินถูกฟ้องคดีอาญาตามกฎหมายนี้ คดีนั้นลูกค้าธนาคารสงสัยว่าตัวเลขในบัญชีจะผิดพลาด จึงขอตรวจสอบและสำเนาบัญชี (Statement) ย้อนหลัง แต่ผู้จัดการสาขาไม่ยอมให้ ลูกค้าธนาคารจึงตรวจสอบความผิดปกติไม่ได้ทำให้ได้รับความเสียหาย ผู้จัดการสาขาจึงถูกฟ้องและศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุก
การกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ธนาคารซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ จึงแตกต่างจากเจ้าหน้าที่ธนาคารเอกชน เพราะเจ้าหน้าที่ธนาคารเอกชนไม่มีความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.นี้ แต่จะมีความผิดตามกฎหมายอื่น
สำหรับในกรณีที่พนักงานธนาคารเอกชนกระทำผิด มักจะถูกฟ้องตามกฎหมายอาญา ฐานยักยอก ลักทรัพย์ หรือทุจริตต่อนายจ้าง หรือในกรณีที่บริษัทหลักทรัพย์กระทำความผิดตามที่กฎหมายกำหนด กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งต้องรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทหลักทรัพย์ ก็อาจถูกฟ้องตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ แต่ก็จะไม่ถูกฟ้องตาม พ.ร.บ.นี้ เพราะไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน
อย่างไรก็ตาม ข่าวการทุจริตของพนักงานธนาคารเอกชนก็มีปรากฏให้เห็นตามสื่อบ่อยครั้ง เช่น พนักงานบางคนทราบดีว่าลูกค้าบางคนมีเงินฝากมากและยอดเงินไม่ค่อยเคลื่อนไหว จึงปลอมลายมือชื่อลูกค้าและทำรายการเบิกเงิน ซึ่งมีความผิดอาญาฐานปลอมแปลงเอกสาร หรือพนักงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบไปรับเงินลูกค้าจากข้างนอก โดยได้รับการแต่งตั้งเป็นลายลักษณ์อักษรจากธนาคาร เมื่อลูกค้าให้นำเงินไปเข้าบัญชีแต่กลับเอาไปใช้เป็นการส่วนตัว มีความผิดอาญาฐานยักยอก
ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ธนาคารเอกชน จะต้องรับผิดตามกฎหมายใดก็ตาม แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่ธนาคารจะต้องมีเหมือนกันคือ ความซื่อสัตย์ สุจริต และจริยธรรมต่อลูกค้า และต่อองค์กรของตนเอง ตลอดจนต่อประเทศชาติ







