
เด็มโก้คว้างาน2.9พันล.
DEMCO คว้างาน EA 2,900 ล้านบาท งานในมือพุ่ง TPCH ลุ้นกำไรปีหน้าพุ่ง 3 เท่า
DEMCO คว้างาน EA 2,900 ล้านบาท งานในมือพุ่ง TPCH ลุ้นกำไรปีหน้าพุ่ง 3 เท่า
นายพงษ์ศักดิ์ ศิริคุปต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เด็มโก้ (DEMCO) เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงนามในสัญญาการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) โดยเป็นงานในส่วนของการออกแบบจัดหาอุปกรณ์ (ในประเทศ) งานก่อสร้างโยธาและระบบไฟฟ้า จำนวน 3 โครงการ กำลังการผลิตรวม 126 เมกะวัตต์ โดยก่อสร้างใน จ.นครศรีธรรมราช 2 โครงการ กำลังการผลิตรวม 90 เมกะวัตต์ และ จ.สงขลา 1 โครงการ กำลังการผลิตรวม 36 เมกะวัตต์ มูลค่างานก่อสร้างประมาณ 2,900 ล้านบาท โดยโครงการทั้งสามจะทยอยแล้วเสร็จตั้งแต่ช่วงต้นปี 2559
กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า บริษัทจะเร่งทำงานตามงานที่มีอยู่ทั้ง 8,800 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จให้เร็วที่สุดและมากที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมเข้าประมูลงานด้านสายส่งและสถานีไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และภาคเอกชนอีกอย่างน้อย 5-6 โครงการที่มีมูลค่างานรวมประมาณ 7,000–8,000 ล้านบาท
“แนวโน้มรายได้ในปีนี้คาดว่าจะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากคว้างานประมูลทั้งในส่วนของภาครัฐ และเอกชนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
ด้าน บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง (TPCH) นายเชิดศักดิ์ วัฒนวิจิตรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า บริษัทปรับลดเป้ากำไรสุทธิเหลือเติบโต 30-40% จากเดิมคาดโต 100% เมื่อเทียบกับปีก่อน และปรับลดรายได้เหลือโตไม่ต่ำกว่า 20% จากเดิมคาดโต 30-40% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากโรงไฟฟ้าแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ มีความล่าช้าด้านใบสัญญาซื้อขายไฟ ทำให้เลื่อนมาจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) เป็นไตรมาส 3 จากกำหนดเดิมในช่วงต้นปี
อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าดังกล่าวจะส่งผลบวกในระยะยาว เพราะทำให้บริษัทได้รับค่าไฟฟ้าเป็นแบบ Feed in Tariff (FiT) ซึ่งมีอัตรากำไรสุทธิถึง 50% จากเดิมเป็นระบบ Adder มีอัตรากำไรสุทธิเพียง 30%
นายเชิดศักดิ์ กล่าวว่า รายได้และกำไรสุทธิปี 2559 จะเติบโต 3 เท่าตัวตามเป้าหมาย เพราะจะรับรู้กำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเป็น 60 เมกะวัตต์ จากปีนี้ที่มี 30 เมกะวัตต์ พร้อมเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้า
ชีวมวลให้ได้ 200 เมกะวัตต์ ภายในปี 2563 ตามแผนที่วางไว้ ขณะที่ปัจจุบันมี PPA ในมือแล้ว 80 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการยื่นขออีก 20 เมกะวัตต์ ทำให้คาดว่าสิ้นปีนี้จะมี PPA ในมือรวม 100 เมกะวัตต์
ปัจจุบันบริษัทมีโครงการโรงไฟฟ้าที่จำหน่ายกระแสไฟฟ้าได้แล้ว 1 โครงการ คือ โรงไฟฟ้า ช้างแรก ไบโอเพาเวอร์ (CRB) กำลังการผลิตเสนอขายจำนวน 9.2 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังมีอีก 5 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าชีวมวลแม่วงก์ เอ็นเนอยี่ (MWE) โรงไฟฟ้าชีวมวลมหาชัย กรีน เพาเวอร์ (MGP) โรงไฟฟ้าชีวมวลทุ่งสัง กรีน (TSG) โรงไฟฟ้าชีวมวลพัทลุง กรีน เพาเวอร์ (PGP) และโรงไฟฟ้าชีวมวลสตูล กรีน เพาเวอร์ (SGP) ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ทำให้มีกำลังการผลิตเสนอขายรวมเพิ่มขึ้นอีก 43.6 เมกะวัตต์ และรายได้จากทั้ง 5 โครงการ ยังได้รับการสนับสนุนราคารับซื้อค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคแบบ FiT ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากการลดลงจากอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft)
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล ปัตตานี กรีน (PTG) กำลังการผลิตเสนอขาย 42 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 2 เฟส เฟสละ 21 เมกะวัตต์ ซึ่งในเฟสแรกได้รับใบตอบรับซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เรียบร้อยแล้ว ส่วนเฟส 2 กำลังอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาต
ทั้งนี้ TPCH มีบริษัทย่อย 7 บริษัท ลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวลกำลังการผลิตทั้งหมด 106 เมกะวัตต์ ที่อยู่ในมือ ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าที่ขายไฟฟ้าแล้วมีกำลังการผลิตจำนวน 10 เมกะวัตต์ คือโรงไฟฟ้าชีวมวลช้างแรก ไบโอเพาเวอร์ อยู่ระหว่างขั้นตอนของการก่อสร้างมีกำลังการผลิต 50 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างขั้นตอนการขออนุญาตมีกำลังการผลิต 46 เมกะวัตต์ ปัจจุบันโรงไฟฟ้าที่ได้รับใบอนุญาตจำนวน 83 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นระบบ Adder 33 เมกะวัตต์ ได้แก่ CRB และ PTG (เฟส 1) และ ระบบ Feed in Tariff (FiT) 50 เมกะวัตต์ ได้แก่ MWE, MGP, TSG, PGP และ SGP ซึ่งกำไรสุทธิที่ได้รับจาก FiT จะสูงกว่าระบบ Adder เติบโตขึ้นถึง 45-60% ซึ่งจะส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิสำหรับโรงไฟฟ้าที่ได้รับระบบ FiT จะมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 45-50% ถือว่าบริษัทเติบโตได้ค่อนข้างจะเร็วมาก เพราะจากเดิมมี 10 เมกะวัตต์ แต่ตอนนี้มี 106 เมกะวัตต์ เติบโต 10 เท่า อีก 3 ปี
“ภาพของ TPCH จะเติบโตทั้งรายได้และกำไร พร้อมมั่นคงมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่แน่นอน ส่วนโรงไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างและคาดว่าจะแล้วเสร็จจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ ได้ในปีนี้ คาดว่าจะมี MWE และ MGP เพราะงานคืบหน้าไปมาก ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้จากการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในอนาคต” นายเชิดศักดิ์ กล่าว







